ไพลเหลือง สมุนไพรล้มลุกรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่

ไพลเหลือง เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์ขิง สมุนไพรล้มลุกชนิดนี้ มีชื่อเรียกอื่นว่า กะทือพิลาส หรือ ดาเงาะ ข้อมูลบางแห่งก็ใช้ชื่อว่า
กระทือช้าง แล้วแต่ภูมิภาคและถิ่นกำเนิด แต่ขอให้ทราบไว้ว่าทั้งหมดทั้งมวล คือ ไพลเหลือง เหมือนกัน
โดยลักษณะของ ไพลเหลือง เป็นพืชล้มลุก มีเหง้าอยู่ใต้ดิน มีความสูง 2-3 เมตร เป็นพืชพื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มีเขตการกระจายพันธุ์ในมาเลเซีย และในประเทศไทย พบขึ้นทางภาคใต้ โดยมักขึ้นในป่าดงดิบ ริมลำธารหรือตามชายป่าที่ความสูง 300 เมตร
ส่วนลักษณะของใบไพลเหลือง เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปหอก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 6-10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 30-50 เซนติเมตร
ถือว่าค่อนข้างใหญ่สำหรับพืชในตระกูลขิง ขณะที่ ดอกไพลเหลือง จะออกดอกเป็นช่อสีเหลือง
เมื่อแก่จึงอาจจะเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดง ลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกแข็ง มีขนาดกว้างประมาณ 6-7 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตร
ซึ่งช่อดอกเกิดจากใบประดับเรียงซ้อนอัดกันแน่น กลีบรองดอกเป็นสีครีม ยาวได้ถึง 3.5 เซนติเมตร ผิวเกลี้ยง
ดอกย่อยเป็นรูปกรวย ยาวประมาณ 3 เซนติเมตร ปลายกว้างถึง 1 เซนติเมตร กลีบปากแยกออกเป็น 3 แฉก สีม่วงดำมีจุดสีเหลือง
ปลายแฉก ตรงกลางเว้าตื้น อ้าเป็น 2 แฉกเล็ก ด้านเกสรเพศผู้ของไพลเหลืองจะมีอันเดียว ก้านสั้น อับเรณูยาวได้ประมาณ 1.2 เซนติเมตร
ก้านชูเกสรเพศเมียเป็นสีม่วง รังไข่มีขนขึ้นประปรายสีดำ ออกดอกในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนพฤศจิกายน
ปิดท้ายที่ ผลไพลเหลือง จะมีลักษณะเป็นรูปรี มีขนาดกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3 เซนติเมตร ออกแทรกกันในกลีบดอก
โดยจะติดผลในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคมของทุกปี แม้ ไพลเหลืองจะได้รับความนิยมจากผู้คนในฐานะไม้ประดับทั่วไป
เนื่องจากดอกมีสีสันสวยงาม และมีลักษณะคล้ายคลึงกับ ดาหลา นอกจากนี้ยังนิยมนำยอดอ่อนมาต้มกินเป็นผักแกล้มกับข้าวในมื้ออาหาร
อย่างไรก็ตาม สรรพคุณของ ไพลเหลือง ถือเป็นอะไรที่น่าสนใจ เพราะสมุนไพรชนิดนี้มีฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์และมีเอนไซม์ Zerumbone synthase
ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งถือว่าน่าสนใจมากโดยเฉพาะการที่ชาวบ้านนิยมนำมารับประทานเป็นผักแกล้ม
นอกจากนี้ ไพลเหลือง ยังเป็นสมุนไพรในตำรายาของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ใช้ในการรักษาอาการตาแดง
รวมถึงใช้เป็นยาแก้อาการปวดศีรษะ ปวดหลัง ได้ด้วย ดังนั้น แค่ปลูกเอาไว้ติดบ้านคงไม่พอเสียแล้ว
เพราะสรรพคุณในการรักษามะเร็งนั้นเป็นอะไรที่ผู้คนให้ความสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน ยุคที่แม้แค่หายใจก็อาจป่วยได้

You may also like...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *