Category: สุขภาพ

0

เราควรกินแอปเปิ้ลทุกวัน มีประโยชน์กว่าที่คิด

แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ยอดนิยมชนิด ที่หาทานได้ง่าย มีรสชาติอร่อยหอมหวานและยังอุดมไปด้วยประโยชน์อย่างมากมาย
และเป็นตัวเลือกในเรื่องช่วยลดน้ำหนักได้ดีอีกด้วย วันนี้เราจะมาแนะนำทำไมเราต้องกินแอปเปิ้ลทุกวันด้วย 5 เหตุผลดังต่อไปนี้
1. ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด
เป็นผลไม้ที่เหมาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานและผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาลในเลือด เพราะแอปเปิ้ลถึงจะมีน้ำตาลธรรมชาติทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ
มีโอกาสเกิดเบาหวานต่ำกว่าคนที่กินน้อย กับคนที่เป็นเบาหวานอยู่แล้ว และยังช่วยให้รู้สึกอิ่มนาน มีแคลอรี่น้อย แถมยังมีไฟเบอร์จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดด้วย
2. ช่วยลดคลอเลสเตอรอล
แอปเปิ้ลมีสารที่เรียกว่าเบต้าแคโรทีน วิตามินซีและเส้นใยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำช่วยในการย่อยอาหารจำพวกโปรตีนและไขมันและยังมีเพคตินจะคอยดักจับ
คลอเลสเตอรอลเหล่านั้นนำไปทิ้งก่อนจะถูกดูดกลับเข้าสู่ร่างกายเป็นการขจัดคลอเลสเตอรอล ออกไปอีกด้วย นำแนะให้กินแบบไม่ปอกเปลือกจะดีกว่า
3. ช่วยกระตุ้นการทำงานของทางเดินหัวใจ
มีการวิจับพบว่า คุณแม่ทำกำลังตังครรถ์ ควรทานแอปเปิ้ล เพราะมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งจะส่งผลดีให้กับปอดของคุณ
ซึ่งเมื่อปอดแข็งแรงก็จะช่วยให้ระบบการหายใจของคุณแม่และลูกในท้องดีขึ้น
4. แอปเปิ้ลส่งผลดีต่อสมอง
แอปเปิ้ลมีสารที่เรียกว่า อะเซทิลโคลีน ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างดี เพราะช่วยในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองให้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้และจดจำสิ่งต่าง ๆ
ได้ดีขึ้นอีกด้วย
5. ต่อสู่กับโรคมะเร็ง
ในแอปเปิ้ลแดงมีสารแอนโทไซยานิน มีหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มฟลาโวนอยด์อยู่ ซึ่งเจ้าสารต้านอนุมูลอิสระตัวนี้จะไปทำหน้าที่ขัดขวางการเติบโตของเซลล์มะเร็งในร่างกาย…

0

5 ประโยชน์ ของการออกกำลังกายด้วย “การกระโดดเชือก”

สำหรับใครที่เบื่อการออกกำลังกายแบบเดิมๆ แล้ว ขอแนะนำว่าให้ลองออกกำลังกายด้วยการกระโดดเชือกดู
เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงได้แล้ว ยังสามารถช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้นด้วย
ประโยชน์ของ “การกระโดดเชือก”
1. ช่วยลดน้ำหนัก
การกระโดดเชือก 1 ชั่วโมง สามารถเบิร์นแคลอรี่ได้มากถึง 1,300 กิโลแคลอรี่ ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ คือ การกระโดดเชือกต่อเนื่องกันเป็นเวลา 10 นาที
สามารถเผาผลาญพลังงานได้เทียบเท่ากับการวิ่ง 1.6 กิโลเมตรเลยทีเดียว
2. ฝึกสมาธิ ช่วยให้สมองได้พัฒนา ข้อมูลจากสถาบันการกระโดดเชือกของประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า การกระโดดเชือกสามารถช่วยพัฒนา
ทั้งสมองซีกซ้ายและซีกขวาทำให้สมองได้รับการพัฒนา เนื่องจากเวลาที่กระโดดเชือกเราจะมีสมาธิกับสิ่งที่ทำอยู่
3. ดีต่อหัวใจและหลอดเลือด งานวิจัยของ American College Sports Medicine พบว่า การกระโดดสามารถทำให้หัวใจเต้นแรง ปอดขยาย
ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้มากขึ้น ซึ่งนักวิจัยแนะนำให้กระโดดเชือกอาทิตย์ละ 3-5 ครั้ง ครั้งละ 12-20 นาทีเป็นอย่างต่ำ ก็จะช่วยให้ระบบหัวใจและปอดแข็งแรงมากขึ้น
และที่สำคัญเวลาทำกิจกรรมต่างจะรู้สึกเหนื่อยยากขึ้น
4. กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรง ด็อกเตอร์ Daniel Barry ผู้ช่วยศาสตราจาร์ยคณะแพทย์ศาสตร์ของ University of Colorado พร้อมทีมวิจัย พบว่า
การกระโดดเชือกเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรงมากที่สุด เนื่องจากการกระโดดเชือกเป็นการออกกกำลังกายที่ไม่รุนแรง และได้ใช้กล้ามเนื้อทั่วร่างกาย
5. ลดความเครียด หากใครที่กำลังมีปัญหาเครียดอยู่ ก็ขอแนะนำให้จัดการกับความเครียดด้วยการออกกำลังกายโดยการกระโดดเชือก
เพราะระหว่างที่กำลังกระโดดเชือกอยู่คุณจะรู้สึกผ่อนคลาย สนุก หายใจปลอดโปร่ง และโล่งมากยิ่งขึ้น
และถ้าหากเปิดเพลงประกอบตอนกำลังกระโดดเชือกก็จะยิ่งทำให้ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นด้วย…

0

5 เคล็ดลับดูแลหน้า สำหรับสาวๆ

แน่นอนว่า ผู้หญิง ยิ่งโตขึ้น ความรักสวยรักงาม หรือ ดูแลตัวเอง ก็มักจะเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยบริเวณที่ผู้หญิง
มักให้ความสนใจมากที่สุด คงหนีไม่พ้น ในส่วนของ ใบหน้า ที่เหมือนกระจกแรก เวลาที่คนอื่นเห็น
ท่ามกลางวิธีดูแลใบหน้าต่างๆ ที่เราพบเห็น อาจจะไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องที่สุด – ดังนั้นวันนี้เราจะมาบอกเคล็ดลับจริงๆ
ว่ามีอะไรบ้าง ชนิดที่ไม่ต้องเสียเงินให้แพง
ล้างหน้าให้สะอาดหมด
ก่อนล้มตัวลงนอนทุกครั้ง สาวๆ ต้องล้างหน้าให้สะอาดอยู่เสมอ โดยเฉพาะสาวคนไหนที่แต่งหน้า
ต้องเช็ดเครื่องสำอางออกให้เกลี้ยง จากนั้นให้ล้างหน้าตามขั้นตอนปกติอย่างถูกต้อง
และควรล้างหน้าให้สะอาดเช้าและเย็น เพียงเท่านี้ก็จะช่วยกำจัดสิ่งสกปรกไม่ให้อุดตันรูขุมขน
อันเป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้แล้ว เห็นมั้ยหละ ง่ายนิดเดียว
เลือกโฟมล้างหน้าที่เหมาะสมกับผิว
ปัจจุบันแน่นอนว่า ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าในปัจจุบันมีให้เลือกใช้มากมายหลายยี่ห้อ ดังนั้นเราอยากแนะนำให้สาวๆ
เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสมกับสภาพผิว อาทิเช่น ไม่ว่าจะเป็นเจล ครีม สบู่หรือโฟมล้างหน้า
สำหรับสาวผิวแห้ง ควรเลือกสูตรที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและใหความอ่อนโยนต่อผิว
ซับผิวหน้าเบาๆ
หลังจากล้างหน้าเสร็จแล้ว หลายคนอาจจะเผลอหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดถูผิวหน้าอย่างรุนแรง
แต่แบบนี้จะเป็นการทำลายผิวให้เกิดการเสียดสีและมีริ้วรอยง่ายขึ้น
ดังนั้นเราอยากแนะนำให้ซับหน้าด้วยผ้าขนหนูนุ่มๆ อย่างเบามือจะดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
และควรหมั่นเปลี่ยนผ้าขนหนูผืนใหม่ทุกสัปดาห์ เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกบ่มเพาะจนเกินไป
สครับผิวหน้า
หลังจากนั้นเราควรสครับผิวหน้าบ้าง สัปดาห์ประมาณ 1-2 ครั้ง เพื่อผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพแล้วให้หลุดออก
เผยผิวใหม่ที่สดใสและแข็งแรงกว่าเดิม เรียกได้ว่า เมื่อคนอื่นเห็น จนต้องเหลียวมองกันเลยทีเดียว ที่สำคัญ
ทำให้หน้าดแลดูอ่อนกว่าเยาว์ด้วย
ทาครีมบำรุงที่เหมาะกับผิว
นอกเหนือจาก โฟมแล้ว การเลือกทาครีมบำรุงผิวที่มีเหมาะสมกับสภาพผิวหน้าก็สำคัญไม่แพ้กัน เช่น
สาวผิวแห้งก็ควรเลือกครีมบำรุงชนิดเซรั่มหรือมอยส์เจอไรเซอร์เข้มข้น เพื่อการบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก…

0

วิธีหลีกเลี่ยงตนเองจากไขมันเทียม

ไขมันทรานส์ หรือไขมันที่มีลักษณะไม่เป็นไข พบได้ในอาหารและขนม เช่น เบเกอรี่ หรือ โดนัท ที่ใช้เนยขาว
เนยเทียม ครีมเทียม หรือมาการีน เป็นส่วนผสม และเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะเพิ่มระดับไขมันเลวลดไขมันดีในเส้นเลือด
ซึ่งนำไปสู่โรคหลอดเลือด โรคหัวใจ รวมถึงโรคเบาหวานอีกด้วย กรดไขมัน ทรานส์
เปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลของน้ำมันพืช เพื่อทำให้น้ำมันพืชสามารถคงสภาพแข็งตัวหรือกึ่งแข็งกึ่งเหลวและมีอายุเก็บไว้ได้นานกว่าเดิม
แต่เหตุผลที่ผู้ประกอบการหลายรายเลือกที่จะนำเจ้าไขมันทรานส์นี้มาใช้เพราะไขมันชนิดนี้เป็นไขมันที่มีลักษณะไม่เป็นไข
และสามารถทนกับความร้อนได้สูงได้ และยังเก็บไว้นานโดยไม่มีการแปรสภาพอีกด้วย
รวมทั้งให้รสชาติเหมือนกับไขมันที่ได้จากสัตว์และที่สำคัญที่สุด คือ ต้นทุนต่ำเพราะมีราคาถูก
เรียกว่าลงทุนน้อยแต่ได้กำไรเน้นๆ จึงทำให้ผู้ประกอบการต่างๆ
เลือกที่จะใช้ไขมันทรานส์นี้ในผลิตภัณฑ์หรืออาหารของตนนั่นเอง
ข้อเสียของไขมันทรานส์ คือส่งผลโดยตรงต่อระบบการทำงานของระบบเอนไซม์ในร่างกายของเรา
ทำให้ไขมันชนิดดีในร่างกายของเราลดลงหรือถูกทำลายไป
และเพิ่มจำนวนไขมันชนิดเลวให้แก่ร่างกายและยังไม่สามารถย่อยสลายได้ง่ายเนื่องจากเป็นไขมันแปรรูป
ซึ่งทำให้ตับของเราต้องทำงานหนักเป็นดับเบิลทวีคูณ และนั่นจึงนำมาซึ่งโรคหรืออันตรายจากไขมันทรานส์ เช่น
โรคอ้วน ภาวะความจำเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ได้มากกว่าผู้ที่ไม่รับประทานอาหารไขมันทรานส์,
เสี่ยงต่อการเกิดอาการจอประสาทตาเสื่อม,ทำให้นิ่วในถุงน้ำดีอักเสบ,อาจทำให้ผู้หญิงอยู่ในภาวะมีบุตรได้ยากขึ้น
วิธีหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ในอาหาร
1.งดรับประทานอาหารประเภททอดที่อุดมไปด้วยไขมัน โดยเฉพาะอาหารจำพวกจังก์ฟู้ด เช่น เฟรนซ์ฟรายส์,
แฮมเบอร์เกอร์, ขนมขบเคี้ยวต่างๆ รวมทั้งอาหารประเภททอดหรืออาหารที่มีส่วนผสมของมาร์การีน
2.เลือกรับประทานอาหารที่มีเปอร์เซ็นต์ไขมันทรานส์เป็น 0 หรือน้อยกว่า 0.5 กรัม
โดยการอ่านฉลากด้านหลังผลิตภัณฑ์ก่อนซื้อ
3. จำกัดปริมาณอาหารประเภทไขมัน โดยเฉพาะในอาหารที่มาในรูปของของไขมันแปรรูป
เพราะจะทำให้เราได้รับปริมาณไขมันทรานส์เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
นอกจากอาหารจังก์ฟู้ด เช่น เฟรนซ์ฟรายส์, แฮมเบอร์เกอร์, ขนมขบเคี้ยวต่างๆ
รวมทั้งอาหารประเภททอดไขมันทรานส์ ยังสามารถพบได้ในธรรมชาติ จากเนื้อสัตว์ประเภทเคี้ยวเอื้อง
แต่มักในอยู่สัดส่วนที่น้อยกว่า ไขมันทรานส์จากการเติมไฮโดรเจนหลายเท่า ส่วนในประเทศไทยนั้น
แนวทางที่อาจจะเกิดขึ้นได้เกี่ยวกับการจำกัดไขมันทรานส์ คือ
การกำหนดเกณฑ์ปริมาณไขมันอิ่มตัวสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการติดฉลากนี้ เช่นเดียวกับในหลายประเทศ…

0

เทคนิคการบำรุงสมองง่ายๆที่ทำได้ประจำวัน

สมองของคนเราเป็นอวัยวะที่ถูกใช้งานหนักอย่างมากในแต่ละวัน
เป็นศูนย์กลางในการสื่อสาร ควบคุมการทำงานส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
ในแต่ละวัน เราจะต้องเผชิญกับปัญหาการใช้ชีวิตการตัดสินใจความคิดต่าง ๆ
ที่จะต้องใช้สมองเป็นหลักเกณฑ์ในการทำงานโดยเฉพาะคนที่อยู่ในวัยทำงานที่จะต้องแบกรับความรับผิดชอบต่าง ๆ
ความคิด
การใช้งานสมองที่หนักตลอดตั้งแต่ช่วงเช้าไปจนถึงตอนเลิกงาน
และบางครั้งยังต้องกลับมาทำงานที่บ้านต่ออีกในตอนกลางคืน
ส่งผลให้บางครั้งปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ก็จะตามมา
ไม่ว่าจะเป็นอาการเหนื่อยล้าหรืออะไรต่างๆ
วันนี้เรามีเทคนิคการบำรุงสมองง่ายๆ ที่ทำได้ประจำวัน
1.การดื่มน้ำมากๆ
วิธีง่ายๆที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป นั่นคือการดื่มน้ำนี่เอง
เพราะน้ำจะช่วยฟื้นฟูและดูแลระบบสมอง เนื่องจากกว่า 80
เปอร์เซ็นต์ของสมองคนเราเต็มไปด้วยน้ำเป็นส่วนประกอบ
ควรจิบน้ำบ่อย ๆ ระหว่างวันเรื่อย ๆ
ยิ่งโดยเฉพาะการทำงานในห้องแอร์ที่มีอุณหภูมิต่ำและเย็นนั่นร่างกาย
ของเราอาจจะเกิดการสูญเสียน้ำได้เพื่อที่จะเพิ่มความปลอดโปร่งให้สมอง สดใส
และสามารถทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น
แต่ทั้งนี้ควรดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำตามอุณหภูมิห้องที่สามารถเข้าไปหล่อเลี้ยง
ระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้อย่างรวดเร็วมากกว่าน้ำเย็น
2.ไม่ลืมทานอาหารเช้าเสมอ
อาหารเช้าคืออาหารมื้อสำคัญที่สุด แต่หลายคนมักจะหลงลืม
หรือยุ่งจนมีเวลาจนลืมทานอาหารมื้อนี้เพราะการไม่ทานอาหารเช้านั้นส่งผลเสียอย่างมากกับร่างกาย
เนื่องจากจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารและน้ำตาล
ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ รู้สึกเหนื่อยล้า ไม่มีสติและสมาธิ
สมองไม่แล่น ตอบสนองช้า ดังนั้นควรที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่
3.หัวเราะบ่อยๆ
พูดแล้วคงไม่มีใครอยากจะเชื่อ
ว่าการหัวเราะนั้นจะเกี่ยวอะไรกับการบำรุงสมอง
แต่จริงๆแล้วการมีอารมณ์ขัน หัวเราะเฮฮา และยิ้มบ่อย ๆ
อาจจะหาหนังสือการ์ตูนมาไว้อ่านเล่น การดูหนังตลก
การคุยกับเพื่อนร่วมงานในเรื่องดี ๆ มีเสียงหัวเราะ การหัวเราะ ยิ้ม
และมีความอารมณ์ขันอยู่เป็นประจำจะช่วยเพิ่มความสุขในการทำงาน
มีพลังงานความคิดเชิงบวก ลดความเครียดและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.ฟังเพลงเบาๆ
การเลือกฟังเพลงเบาๆ แนวคลาสสิค
นั้นก็มีส่วนช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เพราะเสียงเพลงนั้นจะช่วยกระตุ้นเรื่องความจำและเพิ่มประสิทธิภาพใน
การทำงานของสมอง ลองเปิดเพลงคลาสสิคหรือแจ๊สฟังเบา ๆ ก่อนนอน
ตอนเช้าก่อนไปทำงาน หรือระหว่างในช่วงที่ทำงานสัก 20-30 นาทีรับรองเลยว่าคุณจะรู้สึกสงบ
ผ่อนคลายสามารถทำงานและคิดงานได้ดีมากยิ่งขึ้น
5.ไม่นอนดึก
การนอนดึกนั้นส่งผลเสียอย่างมากมายกับร่างกาย
เพราะฉะนั้นการพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง
เพื่อที่จะให้ระบบร่างกายและสมองสามารถที่จะทำงานได้อย่างเต็มที่และ
มีประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น
โดยการนอนหลับพักผ่อนนั้นควรที่จะนอนในสถานที่เงียบ
ไม่มีเสียงรบกวนเพื่อที่จะเพิ่มความเต็มอิ่ม…

0

อยากสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องให้รูปร่างดูดีต้องทำตามนี้

ใครๆ ก็คงอยากที่จะมีกล้ามเนื้อหน้าท้องกันทั้งนั้น เพื่อให้รูปร่างของตัวเองดูดีแต่การจะมีได้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องทำตามนี้กันอย่างเคร่งครัด
ก่อนอื่นเลยต้องบอกก่อนว่าคนเรามีความเชื่อที่ว่าถ้าออกกำลังกายหนักๆแล้วจะได้กล้ามเนื้อหน้าท้องแน่นๆ ได้ซิกซ์แพ็คที่ใครต่อใครต่างปรารถนา
แต่อันที่จริงแล้วมันก็ไม่ถูกต้องเสมอไปเพราะว่าถ้าหากออกกำลังกายกันแบบผิดวิธี ต่อให้หักโหมเท่าไหร่
กล้ามเนื้อหน้าท้องก็ไม่ขึ้นอย่างแรกจะต้องเกิดขึ้นจากการควบคุมอาหารการกินก่อน
นั่นก็เพราะว่าอาหารนี่แหละที่เป็นตัวที่นำเอาไขมันเข้ามาสู่ร่างกาย
ไขมันที่ร่างกายเผาผลาญไม่หมดก็จะไปสะสมรวมตัวกันอยู่ที่หน้าท้อง
เป็นสาเหตุที่ทำให้เราอ้วน ถ้าเกิดว่าไขมันสะสมเยอะมากขึ้นๆ
ไม่ว่าเราจะออกกำลังกายกันหนักขนาดไหนก็คงไม่ช่วยให้เห็นกล้ามเนื้อหน้าท้อง
ขึ้นมาได้ ดังนั้นการควบคุมอาหารจึงมีความสำคัญไม่แพ้กัน
การออกกำลังกายเพื่อหวังสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องจะต้องปรับท่าของการออกกำลังกายให้มีความหลากหลาย
นั่นเพราะว่าจะทำให้กล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณหน้าท้องนั้นได้ออกกำลังกันทุกส่วน
ซึ่งการออกกำลังกายก็ควรทำให้เหมาะสม ไม่หนักเกินไป ไม่เบาเกินไปทางที่ดีคือเราควรรู้ขีดจำกัดของร่างกายตัวเองเอาไว้ด้วย
การออกกำลังโดยเน้นไปที่หน้าท้อง เพื่อสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องทุกวันๆอันที่จริงมันก็เป็นเรื่องดี
แต่เราก็ไม่ควรที่จะหักโหมมากเกินจนทำให้ร่างกายบาดเจ็บให้ลองออกกำลังกายในส่วนอื่นควบคู่กันไปด้วยก็ได้
เพื่อลดไขมันที่เกาะอยู่ทั่วร่างกายในจุดต่างๆนี่ก็จะช่วยส่งเสริมให้กับรูปร่างของเราด้วยเหมือนกัน
โดยไขมันในร่างกายสำหรับผู้ชายนั้นไม่ควรเกิน 12 เปอร์เซ็นต์
ถึงจะเห็นซิกซ์แพ็ค ขณะที่ผู้หญิงนั้นไม่ควรเกิน 20 เปอร์เซ็นต์
จึงจะเห็นหน้าท้องที่แบนราบ
สำหรับท่าออกกำลังกายที่จะช่วยให้เกิดกล้ามเนื้อหน้าท้องนั้นก็มีหลายท่า
ซึ่งเบื้องต้นที่ใครหลายคนทราบกันดีก็คือการซิทอัพ
นอกเหนือจากนี้แล้วก็ยังมีท่าครันช์, ท่าสไปเดอร์ครอวล์, ท่าไซด์แพลงก์ ฯลฯ
ซึ่งการออกกำลังต่างๆ
เหล่านี้ต่างก็เป็นส่วนที่ช่วยเสริมสร้างให้กล้ามเนื้อหน้าท้องของเราแข็งแรงขึ้น
และถ้ามาควบคู่กับการควบคุมอาหาร ก็จะทำให้เห็นซิกซ์แพ็คชัดเจนขึ้นด้วย
นี่ก็คือเคล็ดลับเบื้องต้นที่จะช่วยให้เราเกิดกล้ามเนื้อหน้าท้องขึ้นมา
สิ่งสำคัญก็คือจะต้องมีระเบียบวินัย ไม่อย่างนั้นที่ทำมาก็คงไม่เห็นผลอะไรเลย…

0

มะละกอ ผลไม้ที่มีดีมากกว่าส้มตำ

มะละกอเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่มีต้นกำเนิดจากอเมริกากลางเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่นิยมรับประทานมากในประเทศไทย
ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานสด หรือนำมาประกอบอาหาร เช่น ส้มตำ แกงส้ม หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น
โดยประโยชน์ของ มะละกอ มีค่อนข้างมากทั้งสรรพคุณเป็นยารักษาโรค เช่น ยาระบาย ยาขับปัสสาวะ
ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด เป็นต้น
และยังมีวิตามินแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 ธาตุแคลเซียม
ธาตุโซเดียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก โปรตีน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเมนูชื่อดังของไทยอย่าง
ส้มตำ อาจต้องหันมาทบทวนกันใหม่เพราะมีคำแนะนำว่าไม่ควรรับประทานมะละกอสุกในปริมาณมากๆ
หรือติดต่อกันเป็นเวลานานเนื่องจากอาจทำให้ผิวของคุณเปลี่ยนเป็นสีเหลืองได้
แต่หากรับประทานแต่พอเหมาะ มะละกอ หรือ ส้มตำ คืออาหารที่เลอค่าอย่างที่สุด เนื่องจากเปี่ยมไปด้วยสารอาหาร
และไม่มีไขมันหรือคอเลสเตอรอลเลยหากใครกลัวปลาร้าหรือปูดิบ มะละกอยังมีสารคาร์เพน
ที่มีฤทธิ์ในการฆ่าทำลายปรสิต และส่งผลดีต่อระบบประสาทด้วย
ส่วนสรรพคุณของ มะละกอ นอกเหนือจากที่กล่าวมาก็มีอีกมากมายจนนับแทบไม่ไหว
ไล่ตั้งแต่มีส่วนช่วยกระตุ้นให้มารดามีน้ำนมมากขึ้นช่วยในการบำรุงประสาทและสมอง
มีเอนไซม์ที่เป็นยาช่วยย่อยอาหาร เป็นยาระบายอ่อนๆ แก้อาการท้องผูก
หรือจะใช้ช่วยรักษาอาการขัดเบาด้วยการใช้รากสดประมาณ 1 กำมือ รากแห้งอีกครึ่งกำมือ
หั่นแล้วนำมาต้มกับน้ำ แล้วนำน้ำมาดื่มวันละ 3 ครั้ง ก่อนมื้ออาหาร
เช่นเดียวกับใช้ฆ่าพยาธิ ด้วยการใช้ยางจากผลดิบ เท่านั้นไม่พอ มะละกอ ยังช่วยรักษาอาการเท้าบวม
ด้วยการนำใบมะละกอสดๆ มาตำให้ละเอียดแล้วผสมกับเหล้าขาวนำมาพอกบริเวณนั้นๆ
หรือจะเอารากมะละกอมาตำให้แหลกแล้วผสมกับเหล้าขาว นำมาทาบริเวณนั้นๆ ช่วยแก้อาการเคล็ดขัดยอกก็ได้
ใครมีอาการผดผื่นคันขึ้นตามลำตัว ให้ใช้ใบมะละกอ 1 ใบเกลือ 1 ช้อนชา น้ำมะนาวจำนวน 2 ผล
นำมาตำรวมกันให้ละเอียด แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นผดผื่นรับรองหายสนิท ส่วนใครเป็นโรคกลาก เกลื้อน เท้าเปื่อย
ใช้ยางมะละกอดิบทาวันละ 3 ครั้ง ช่วยฆ่าเชื้อราได้กระนั้นใช่ว่าทุกคนจะสามารถรับประทาน มะละกอ
ได้อย่างปกติ เพราะการบริโภคมะละกอ อาจไม่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์
เนื่องจากสารเคมีพาเพนในมะละกอ อาจเป็นพิษต่อทารกในครรภ์หรือทำให้เกิดภาวะพิการแต่กำเนิดได้
เช่นเดียวกับผู้ที่กำลังให้นมบุตร แม่เด็กควรหลีกเลี่ยงการบริโภคมะละกอในปริมาณมากเกินไป
เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของตนและทารกที่อาจได้รับสารเคมีต่างๆ ผ่านทางน้ำนมไปด้วย…

0

วิธีดูแลรอยสักที่ถูกต้องใน 6 ขั้นตอน

การสัก ก็ไม่ต่างอะไรกับการลงทุน เพราะไม่ว่าคุณจะสักเป็นครั้งแรก หรือ
เพิ่มลวดลายใหม่ๆ บนเรือนร่างคุณ ขอให้คุณคิดไว้เสมอว่า
การดูแลรอยสักอย่างถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้นจะทำให้การลงทุนของคุณยั่งยืน นั่นคือ
รอยสักของคุณจะอยู่คงทนไปนานๆ
ซึ่งการดูแลรอยสักอย่างถูกต้องตั้งแต่หลังสักเสร็จนั้น
มีความสำคัญไม่แพ้การเลือกรูปลายสักกันเลยทีเดียว
5 ขั้นตอน ดูแลรอยสัก
1. หลังจากสักเสร็จประมาน 1-2 ชั่วโมง ให้แกะพลาสติกปิดแผล
2. ล้างรอยสักด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือ เพื่อล้างคราบเลือดและน้ำเหลือง
ห้ามทำความสะอาดรอยสักด้วยสบู่หรือแชมพู โดยสามารถอาบน้ำอาบน้ำได้ตามปกติ
แต่งดการแช่น้ำเป็นเวลานานๆ
3. ใช้มือลูบเบาๆ เพื่อทำความสะอาดบริเวณรอยสัก
และซับน้ำบริเวณรอยสักให้แห้งสนิท
4. หลักจากสักประมาน 3-4 วันร อยสักจะเริ่มตกสะเก็ด
ปล่อยให้แผลแห้งเองตามธรรมชาติ
ถ้ามีอาการคันให้ใช้เบบี้ออยล์สำหรับเด็กทาบริเวณรอยสัก
ห้ามแกะหรือเกาโดยเด็ดขาด
5. หลักสักประมาณ 2 สัปดาห์ สะเก็ดจะหลุดออกจนหมดและมีหนังกำพร้าปกคลุมอยู่
ให้ใช้โลชั่น ทาเพื่อบำรุงผิว เพราะถ้าผิวดี รอยสักก็จะยิ่งสวย
6. แม้รอยสักจะหายเป็นปกติแล้ว ก็ต้องงดการถูกแสงแดดโดยตรงเป็นเวลานาน
เป็นเวลานาน 2 อาทิตย์ หากมีความจำเป็น ต้องใช้ทาโลชั่นกันแดดก่อนออกแดด
หรืออาจสวมเครื่องป้องกันไว้เสมอ เช่น สวมปลอกแขนในกรณีที่สักบริเวณแขน
การป้องกันการติดเชื้อจากการสัก
ในปัจจุบัน หากสักกับช่างสักที่เป็นมืออาชีพโดยทำความสะอาดบริเวณที่จะสัก และ
ใช้เข็มใหม่ทุกครั้งๆ โอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อจากการสัก แทบจะเรียกได้ว่ามีโอกาส
0% และ คุณเองดูแลรอยสักอย่างถูกต้อง ตามวิธีที่ได้กล่าวไปข้างต้น
แต่อย่างไรก็ตาม หากมีการติดเชื้อขึ้น เราจะมีวิธีสังเกตอาการอย่างไรบ้าง
เราลองมาดูวิธีแบบง่ายๆ กัน หากบริเวณที่เราสักเกิดการติดเชื้อ จะมีอาการ แดง บวม
และเกิดอาการปวดมากหากถูกสัมผัส (ถ้าดูแลรอยสักอย่างดี 2-3 วัน
เมื่อลองสัมผัสก็จะไม่เจ็บแล้ว) และหากรู้สึกเจ็บ ปวด บริเวณรอยสักเพิ่มขึ้นๆ
แทนที่จะเจ็บน้อยลงแล้ว นั่นคือสัญญาณของการติดเชื้อของผิวหนังในบริเวณที่สัก
ซึ่งถ้าหากแผลเกิดการติดเชื้อ
แนะนำให้ไปคลินิคผิวหนังเพื่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังทันที…

0

รู้จักกับอาการ CVS ตาพร่า มองไม่ชัด ปวดหัว

เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยมีอาการตาพร่ามัว มองไม่ชัด ปวดหัว หรืออาจเห็นภาพซ้อน
ซึ่งเป็นอุปสรรคสำหรับคุณในการมองเห็น จนอยากรู้สาเหตุที่แท้จริง
วันนี้เราจะมาบอกเล่าถึงอาการนี้ เพื่อให้คุณได้หาวิธีรักษาต่อไปได้อย่างถูกต้อง
อาการ Computer Vision Syndrome (CVS)
อาการตาพร่ามัว มองไม่ชัด ปวดหัว เห็นภาพซ้อน แบบนี้ ถือว่าเป็นอาการของโรค
Computer Vision Syndrome (CVS)
ซึ่งมีสาเหตุมาจากการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ประมาณ 2-3ชั่วโมงติดต่อกัน
รวมถึงเกิดจากพฤติกรรมการมองจอภาพในระยะใกล้เกินกว่าครึ่งฟุตหรือประมาณ 6นิ้ว เป็นเวลานานๆ
พฤติกรรมในลักษณะนี้
ทำให้เราต้องใช้กล้ามเนื้อรอบดวงตากับประสาทตาเพื่อการเพ่งจออยู่ตลอด
ส่งผลให้เกิดอาการดวงตาตึงเครียด ตาช้ำ ตาล้า ตาแดง แสบตา ตาพร่ามัว
มองภาพไม่ชัดเจน มองเห็นภาพซ้อน ตาฝืดแห้งและมีอาการปวดบริเวณรอบดวงตา
ยิ่งไปกว่านั้น ในบางครั้งอาจเกิดอาการปวดหัว ปวดคอ ปวดไหล่หรือปวดหลังร่วมด้วย
ซึ่งความรุนแรงของอาการจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น
ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้สายตาอยู่หน้าจอเป็นเวลานานเท่าไหร่
ซึ่งหากปล่อยอาการทิ้งเอาไว้โดยไม่ทำการรักษา
อาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อดวงตาในระยะยาวและมีความเสี่ยงต่อโรคดวงตาต่างๆ เช่น
โรคต้อหิน โรคจอประสาทตาเสื่อม และต้อกระจกได้
สาเหตุของ Computer Vision Syndrome (CVS)
1. จ้องมองหน้าจอติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ
ในช่วงแรกอาจมีอาการคล้ายกับคนสายตาสั้น ทำให้ต้องจ้องมองหน้าจอใกล้ๆ
ต่อมาจะรู้สึกว่าตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน
และหากเพ่งหรือจ้องหน้าจอเป็นเวลานานเกินกว่า 6 ชั่วโมง
จะทำให้เกิดอาการปวดกระบอกตา ซึ่งหากยังคงใช้สายตาจ้องไปเรื่อย ๆ
อาการจะเริ่มรุนแรงมากขึ้น เช่น วิงเวียน ตามัว มีอาการคลื่นไส้อาเจียน
2. ไม่ค่อยกะพริบตา
การกะพริบตาของคนเรา ถือเพื่อเป็นการเกลี่ยน้ำตาให้คลุมผิวตาให้ทั่วๆ
ซึ่งมีอัตราการกะพริบตา 1 นาที ต่อ 20 ครั้ง
แต่เมื่อไหร่ที่เราอ่านหนังสือหรือจ้องหน้าจอคอมนานๆ การกะพริบตาก็จะลดลง
ซึ่งการจ้องหน้าจอแบบนี้ ทำให้การกะพริบตาลดลงมากกว่า 60% ส่งผลให้ผิวตาแห้ง
แสบตา เคืองตา คันตา รู้สึกฝืดๆ ในตาได้ และอาจมีอาการอ่อนล้าทางประสาทตาและมีอาการตาแดง
3. แสงจ้าและแสงสะท้อนจากหน้าจอ
เมื่อไหร่ที่ดวงตาของเราต้องเพ่งบริเวณหน้าจอที่มีแสงจ้าเป็นเวลานานๆ
หรืออาจใช้สมาร์ทโฟนกับคอมพิวเตอร์ ในพื้นที่ที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ
ก็จะทำให้กล้ามเนื้อหนังตาเกร็งตัวจนผิดปกติ
ซึ่งอาการแรกเริ่มกล้ามเนื้อตาจะกระตุกเกร็งแต่ไม่มาก ส่งผลให้กะพริบตาถี่ขึ้นกว่าปกติ
และหากเป็นมากขึ้นกล้ามเนื้อหนังตาจะเกร็งจนต้องกะพริบตาอย่างแรงๆ
เราได้รู้จักอาการของ Computer Vision Syndrome (CVS) รวมถึงสาเหตุกันไปแล้ว
ต่อไปเราจะมาบอกแนวทางการรักษาอาการนี้กัน…

0

6 อาหารที่มีไขมันดี สำหรับคนรักสุขภาพ

1. น้ำมันมะกอก
ถ้าจะว่ากันถึงประโยชน์ของน้ำมันมะกอก
อย่างหนึ่งที่ทุกคนทราบดีก็คือประโยชน์ในเรื่องของการบำรุงสุขภาพหัวใจ
แต่สำหรับในเรื่องการลดน้ำหนัก
น้ำมันมะกอกมีส่วนช่วยในการเพิ่มระดับฮอร์โมนอะดิโพเนคติน (Adiponectin)
ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่สำคัญในการกำจัดไขมันในร่างกาย
ซึ่งถ้าหากร่างกายของเรามีฮอร์โมนชนิดนี้น้อย

2. อะโวคาโด
อะโวคาโดเพียงครึ่งผลก็มีไขมันไม่อิ่มตัวสูงถึง 10 กรัม
และเจ้าไขมันชนิดนี้นี่ล่ะค่ะที่่ช่วยป้องกันการเกิดไขมันสะสมบริเวณเอว
อีกทั้งยังช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายได้อีกด้วย
นี่ยังไม่รวมถึงแร่ธาตุและวิตามินอีกกว่า 20
ชนิดที่อยู่ในอะโวคาโดซึ่งให้ประโยชน์ต่อร่างกาย

3. ไข่
ไข่เป็นอาหารที่คนลดน้ำหนักควรรับประทาน
เพราะว่าไข่ทั้งฟองอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย
ไม่ว่าจะเป็นวิตามินและแร่ธาตุ หรือโปรตีนที่อยู่ในไข่
อีกทั้งในไข่แดงยังมีไขมันชนิดที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย
ซึ่งเป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่คุณค่าใกล้เคียงกับไขมันในปลาทะเลน้ำลึก
นอกจากนี้ไข่แดงก็ยังมีกรดไขมันโอเมก้า 3
ไขมันเหล่านี้ล้วนแต่ดีกับสุขภาพทั้งนั้นเลย อยากลดน้ำหนักพร้อม ๆ กับสุขภาพดี
ก็ต้องรับประทานไข่แบบทั้งฟอง

4. เนยถั่ว
ประโยชน์ของเนยถั่วจะมีไขมันดี
หรือไฟเบอร์ที่อยู่ในถั่วที่นำมาทำเป็นเนยถั่ว
การรับประทานเนยถั่วจะทำให้อิ่มและอยู่ท้องนานขึ้น
ลดความอยากอาหารหรือของหวานต่าง ๆ แต่ก็ควรเลือกเนยถั่วล้วนนะคะ
เพราะเนยถั่วที่ผ่านการปรุงแต่งรสแล้วจะมีน้ำตาลสูง ยิ่งกินก็ยิ่งอ้วน

5. ปลาที่มีกรดไขมันสูง
กรดไขมันที่อยู่ในปลาทะเลน้ำลึก อย่างกรดไขมันโอเมก้า 3
เป็นไขมันที่ดีกับสุขภาพเมื่อเทียบกับไขมันในเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ๆ
เพราะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้
อีกทั้งการรับประทานปลาที่มีกรดไขมันสูงในช่วงลดน้ำหนักก็ยังช่วยทำให้ร่างกา
ยได้รับไขมันเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายอีกด้วย
ดีแบบนี้จดไว้เลยค่ะสำหรับคนลดน้ำหนัก

6. ถั่วเปลือกแข็ง
ถั่วเปลือกแข็งนอกจากเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีกับร่างกายแล้ว
ก็ยังอุดมไปด้วยไขมันและไฟเบอร์
อีกทั้งไขมันที่อยู่ในถั่วเปลือกแข็งก็ยังเป็นไขมันชนิดที่ดีกับสุขภาพ
ช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดที่ดี ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
ขณะที่ไขมันในถั่วเปลือกแข็งยังช่วยทดแทนไขมันชนิดอื่น ๆ
ที่เราเลี่ยงในช่วงลดน้ำหนักได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้เองก็ไม่ควรจะรับประทานเยอะ
ควรรับประทานไม่เกินวันละ 1 กำมือ เพราะไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้อ้วนได้…