Category: สุขภาพ

0

ท่านั่งที่ควรเลี่ยง เสี่ยงปวดหลัง ร่างพัง กายภาพแพง

การนั่ง ถือเป็นการพักร่างกายวิธีหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะไม่เป็นอันตรายใดๆ แต่รู้หรือไม่
แค่นั่งเฉยๆ แต่เป็นเวลานานๆ ก็อาจเป็นอันตรายได้ไม่แพ้การใช้แรงในแบบอื่นๆ เลย
ท่านั่งแบบไหน ที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการต้องทำกายภาพในภายหลัง
เราลองมาดูกันเลย

1. นั่งไขว่ห้าง
เมื่อเราลงน้ำหนักไปที่ขาและเท้าข้างใดข้างหนึ่ง
ทำให้เลือดไหลเวียนบริเวณขาได้ไม่ดีนัก นอกจากจะทำให้เมื่อยแล้ว
ยังทำให้กล้ามเนื้อสะโพก เอว หลัง ไปถึงหลังศีรษะผิดรูป กล้ามเนื้อข้างกระดูกไม่สมดุล
กระดูกชายโครงเกร็งรั้ง และอาจทำให้กระดูกสันหลังคดงอ เส้นประสาททำงานผิดปกติ
จนไปถึงหมอนรองกระดูกเสื่อม หรือหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท
ที่ถือเป็นโรคยอดฮิตของชาวออฟฟิศเลยทีเดียว

2. นั่งหลังค่อม พุงแอ่น
นอกจากบุคลิกจะไม่ดีแล้ว การนั่งหลังค่อมยังทำให้กระดูกสันหลังงอ
หากนั่งในท่านี้ไปนานๆ โดนไม่ขยับร่างกายเลย จะทำให้กล้ามเนื้อเกร็ง
เกิดอาการคั่งของกรดแล็คติค จนมีอาการเมื่อยล้าตลอดเวลา
และกระดูกคดงอผิดรูปถาวรได้

3. นั่งเบาะไม่เต็มก้น
หลายๆ คนนั่งแค่ครึ่งเบาะ มักมีพฤติกรรมนั่งหลังไม่พิงเบาะ
จึงเป็นเหตุให้หลังค่อมโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ยังทำให้กล้าเนื้อหลังทำงานหนักมากขึ้น
เพราะฐานบริเวณก้น รับรองน้ำหนักที่ได้ไม่เต็มที่นั่นเอง

4. นั่งขัดสมาธิ
การนั่งท่าขัดสมาธินานๆ อาจทำให้เป็นเหน็บชา เนื่องจากเลือดไหลเวียนได้ไม่สะดวก
ยิ่งเฉพาะคนที่น้ำหนักตัวเยอะ มีอายุมากขึ้น หรือมีปัญหาเรื่องกระดูก
การนั่งขัดสมาธินานๆ จะยิ่งเป็นเป็นสาเหตุของอาการข้อเข่าเสื่อมได้

5. นั่งทับขาข้างใดข้างหนึ่ง
เป็นท่านั่งอีกท่า ที่ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกเหมือนท่านั่งอื่นๆ
ซึ่งยังเพิ่มความเสี่ยงอาการกระดูกสะโพก
และกระดูกสันหลังคดงอได้เหมือนกับท่านั่งไขว่ห้างเช่นกัน
เพราะความไม่สมดุลของขาทั้งสองข้างนั่นเอง

6. นั่งยกไหล่
คนที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา มักนั่งแบบยกไหล่โดยที่ไม่รู้ตัว
เพราะตำแหน่งของเบาะเก้าอี้ และโต๊ะวางคอมพิวเตอร์ไม่สัมพันธ์กัน
อาจจะเบาะเก้าอี้ต่ำเกินไป หรือโต๊ะอยู่สูงเกินไป จึงทำให้เวลาพิมพ์งาน หรือใช้เม้าส์
ต้องยกไหล่ขึ้นมาเพื่อทำงานให้ถนัดมากยิ่งขึ้น เป็นสาเหตุของอาการปวดไหล่
และปวดหลังเรื้อรังได้

7. นั่งพิมพ์งานบนคอมพ์ที่วางบนตัก
หลายคนมักวางบนตักแล้วนั่งพิมพ์เวลาที่ไม่มีโต๊ะ และอาจนั่งอยู่ในท่านั้นเป็นเวลานาน
หากลองสังเกต การที่แป้นพิมพ์ และหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ต่ำเกินไป
จะบังคับให้เราต้องก้มลงมอง ซึ่งอาจนำไปสู่อาการปวดคอ ปวดหลังโดยไม่รู้ตัว…

0

3 วิธีการอาบน้ำเบื้องต้น

แน่นอนว่า การอาบน้ำ เป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวันที่สำคัญของคนเรามากที่สุด
เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ขจัดสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย และ สร้างความสดชื่นให้กับร่างกายอีกครั้ง
หลังจากเหนื่อยมาทั้งวั้น อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า 3 วิธีการอาบน้ำเบื้องต้นที่ถูกต้องเป็นอย่างไร
วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณ!
เริ่มจาก ในสภาพอากาศที่หนาวๆแบบนี้นั้น คนส่วนใหญ่มักใช้บริการเครื่องปรับน้ำอุ่นหรือฝักบัว แน่นอนว่า
เราควรปรับอุณภูมิให้เหมาะสม ไม่ร้อนจนเกินไป จัดตำแหน่งฝักบัวให้เข้าที่เข้าทาง เอาตามที่เราสะดวก
พยายามให้น้ำลงบริเวณทั่วๆตัว ไม่กระเด็น หรือ กระจายไปทางอื่น ที่สำคัญ เราควรให้เวลากับการอาบน้ำแบบไม่ต้องเร่งรัดด้วย
ต่อมา เป็นการทำความสะอาด เราควรหมุนตัวรอบๆบริเวณฝักบัว ที่เราเปิด 3-4 ครั้ง
เพื่อให้น้ำได้ชำระล้างร่างกายให้สะอาดรอบด้าน กรณีที่คุณต้องการสระผม ก็ควรให้น้ำ เปียกทั่วบริเวณศีรษะ ทั้งหมด
และ ขั้นตอนแรกของการทำความสะอาด ควรต้องพยายามล้างฝุ่นออกจากตัวให้หมดสิ้น ที่สำคัญ กรณี อาบน้ำอุ่น
ยังช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายมากขึ้นอีกต่างหาก
ปิดท้ายกันที่ ขั้นตอนสุดท้าย หลังจากเราถูสบู่ ทั่วตัวเสร็จแล้ว เราควรให้เวลาน้ำชำระล้างออกให้หมด
โดยเฉพาะการสระผมนั้นสำคัญ ยิ่งถ้าคุณสระนานๆ คุณก็ต้องละเอียด ในการล้างออกมาให้หมด และ
เพื่อตรวจดูว่าล้างแชมพูจนเกลี้ยงแล้ว บีบผมตอนที่ผมยังเปียก และสังเกตสีของน้ำที่บีบออกมา
ถ้าน้ำยังเป็นสีของแชมพูอยู่ ก็ล้างผมอีกรอบจนกว่าจะหมด เท่านี้ คุณก็จะสะอาดกว่าใครเป็นไหนๆ
จากที่เราสาธยายมา เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะทำให้ทุกคนรู้จักวิธีการอาบน้ำเบื้องต้นที่ถูกต้องมากขึ้น และดีต่อสุขภาพของตัวเองด้วย…

0

10 คุณประโยชน์ของการดื่มน้ำแร่

น้ำแร่คือหนึ่งในน้ำที่มีสรรพคุณที่ช่วยสร้างประโยชน์ให้กับร่างกายได้มากกว่าน้ำเปล่าธรรมดาส่งผลให้มีหลายคนเลือกที่จะดื่มน้ำแร่มากกว่า
เพราะในน้ำแร่นั้นมีสารอาหารอยู่จำนวนไม่น้อยนอกจากจะเป็นประโยชน์แล้วยังช่วยสร้างกระบวนการต่างๆที่ทำให้ร่างกายมีสุขภาพดีขึ้นอีกด้วยไม่ว่าจะเป็นการไหลเวียนของเลือดการขับเหงื่อ
การขับของเสียที่เป็นผลลบออกจากร่างกาย และนี่คือประโยชน์ของน้ำแร่ที่เรานำมาฝากกันช่วยลดน้ำหนัก
หลายคนอาจจะสงสัยว่าน้ำแร่ช่วยลดน้ำหนักได้ด้วยเหรอคำตอบคือได้แน่นอน
เพราะน้ำแร่นั้นไม่มีแครอลี่หรือไขมันส่วนเกินทำให้ช่วยในกระบวนการลดน้ำหนักได้อย่างที่เราจะเห็นว่าบรรดาคนที่ชื่นชอบการเข้าฟิตเนสมักที่จะเลือกดื่มน้ำแร่รวมไปถึงคนที่อยากควบคุมน้ำหนัก
น้ำแร่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกยอดนิยมแถมยังเสริมสร้างสุขภาพให้ดีขึ้นอีกด้วยสร้างกระดูกให้แข็งแรง
อีกหนึ่งปัจจัยที่คนอาจจะส่งสัยเพราะเครื่องดื่มที่จะทำให้กระดูกแข็งแรงได้คือนมแต่น้ำแร่นั้นก็มีคุณสมบัติช่วยเสริมสร้างกระดูกได้เช่นเดียวกัน
โดยการดื่มน้ำแร่เฉลี่ยวันละหนึ่งขวดก็จะช่วยให้ความหนาแน่นของกระดูกดีขึ้นไม่เป็นโรคกระดูกพรุนหรือปวดตามไขข้อกระดูก
เพราะในน้ำแร่นั้นมีแคลเซียมที่จะช่วยชะลอเรื่องของโรคกระดูกพรุนได้นั่นเอง
ลดความดันโลหิตนอกจากนี้ในน้ำแร่นั้นยังมีแร่แมกนีเซียมที่จะช่วยเรื่องของการรักษาความดันโลหิตในร่างกายเอาไว้
โดยจากการวิจัยพบว่าดื่มน้ำแร่เฉลี่ยหนึ่งขวดต่อวันจะสามารถรักษาความดันของผู้ที่มีอาการป่วยในโรคนี้ได้
ช่วยย่อยอาหารนี่คืออีกหนึ่งเหตุผลที่คนมักเลือกดื่มน้ำแร่หลังทานอาหาร
เพราะในน้ำแร่นั้นเต็มไปด้วนกรดซัลเฟตที่มีส่วนสำคัญในการช่วยย่อยอาหาร
โดยกรดดังกล่าวจะไปทำให้ตับอ่อนนั้นหลั่งสารเอนไซม์ออกมารวมไปถึง อะมัยเลส ไลเปศ และโปรตีเอส
ที่จะช่วยกระบวนการย่อยอาหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพพร้อมทำให้ผู้ที่ดื่มไม่มีอาการท้องอืดหรือท้องเสียอีกด้วย
รักษาการทำงานของกล้ามเนื้อ
ด้วยการที่น้ำแร่มีแมกนีเซียมอัดแน่นอยู่ภายในส่งผลให้ช่วยกระตุ้นในเรื่องการทำงานของกล้ามเนื้อทำให้
กล้ามเนื้อของเราผ่อนคลายไม่มีอาการปวดเมื่อยเพราะหากทานน้ำแร่บ่อยๆแร่แมกนีเซียมจะช่วยให้กล้ามเนื้อมีสุขภาพที่ดีขึ้น
ลดความเสี่ยงของโรคไตหิน
คนที่ป่วยเป็นโรคนิ่วในไตมักได้รับการแนะนำจากแพทย์ให้ดื่มน้ำแร่ปริมาณมากๆ
เพราะน้ำแร่มีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการในโรคนี้ได้ รวมถึงคนที่ยังไม่เป็นก็ควรที่จะดื่น้ำแร่เยอะๆ
เพราะจะสามารถป้องกันโรคดังกล่าได้เนื่องจากในน้ำแร่นั้นมีแคลเซียมออกซาเลตที่จะลดการเป็นนิ่วในไตนั่นเอง…

0

ประโยชน์ของการวิ่งที่มีมากกว่าที่หลายคนคิด

ปัจจุบันการวิ่งกลายเป็นกีฬายอดฮิตของคนทุกเพศทุกวัยไปแล้วจะเห็นว่าส่วนใหญ่จะจัดงานวิ่งขึ้นอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ
เพราะนี่คือหนึ่งในกีฬาที่สามารถเล่นคนเดียวได้แถมร่างกายยังได้รับประโยชน์อีกด้วย
แต่ประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิ่งมีอะไรบ้าง ส่งผลดีอย่างไร เป็นเรื่องดีแค่ไหนหากเราวิ่งต่อเนื่อง
โดยการวิ่งนั้นช่วยเรื่องระดับความดันเลือดการวิ่งโดยทั่วไปนอกจากจะช่วยส่งผลดีทั้งเรื่องร่ายกาย
และจิตใจแล้วยังช่วยเรื่องระบบความดันโลหิตอีกด้วย
โดยเมื่อเราวิ่งติดต่อกันเป็นประจำไม่หักโหมมากเกินไป
และวิ่งในระดับที่กำลังพอดีจะทำให้ความดันเลือดในร่างกายนั้นอยู่ในระดับที่ปกตินอกจากนี้ยังช่วยให้ก
ารทำงานของหัวใจนั้นดีขึ้นอีกด้วยรวมไปถึงปอดที่ให้งานประจำดีขึ้นตามลำดับเพราะมีการสูบฉีดที่ดีอยู่ตลอดเวลา
นอกจากนี้ยังช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บอย่างโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต
ช่วยกระบวนการลดระดับของไขมันในเลือด
ลดน้ำหนักส่วนเกินรวมไปถึงสามมรถในการช่วยควบคุมน้ำหนักได้
นอกเหนือไปจากการช่วยเรื่องระบบสุขภาพภายในแล้วการวิ่งยังช่วยด้านสุขภาพจิตใจอีกด้วย
โดยเมื่อว่งบ่อยๆชะช่วยให้อารมณ์ผ่อนคลายดีขึ้น
นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่หลายคนเลือกมาวิ่งด้วยเหตุผลที่บางคนต้องการหลีกเลี่ยงความเครียดจากการทำ
งานการวิ่งก็เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะนอกจากจะได้สุขภาพแล้วยังได้สุขภาพของจิตใจที่ดีขึ้นอีกด้วย
และแน่นอนช่วยลดความเครียดได้เป็นอย่างดี
ยิ่งไปกว่านั้นการวิ่งยังช่วยรักษาโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย
โดยการวิ่งนั้นต้องทำอย่างถูกวิธีไม่หักโหมจนเกินไปรวมถึงการทานที่ต้องกินตามหลักอนามัยให้ถูกต้อง
เพื่อทำให้การวิ่งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อให้การวิ่งนั้นช่วยเรื่องของการรักษาสมดุล
ของกระดูกเพื่อความหนาแน่นของกระดูกไม่เป็นโรคกระดูกพรุนนั่นเอง
นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งหลายคนเลือกที่จะมาวิ่งเพื่อคุณประโยชน์ในเรื่องนี้
โดยเฉพาะผู้ที่เจ็บป่วยบ่อยนๆการวิ่งถือเป็นทางออกที่ดีในการรักษาสุขภาพ
เพราะเป็นกีฬาที่ไม่หนักหนักเกินไปแถมยังสร้างภูมิคุ้มกันไปในตัว
ประโยชน์ของการวิ่งนั้นมีมากมายสารพัด โดยยังสามาร่วยบรรเทาอาการปวดต่างๆได้ดี
เพราะการวิ่งในแต่ละครั้งนั้นสมองจะผลิตสารที่ชื่อว่าเอ็นดอร์ฟินให้หลั่งออกมาตามธรรมชาติ
โดยสารนี้มีสรรพคุณช่วยลดอาการปวดได้พร้อมกับทำให้ร่างกายผ่อนคลายไปในตัวอีกทั้ยังช่วยลดความเครียดได้อีกด้วย
ซึ่งการวิ่งนั้นเรียกว่าเป็นกีฬาหนึ่งที่ใช้บำบัดความเครียดได้เพราะช่วงเวลาที่สิ่งสมองจะหลั่งสารอีกอย่าง
หนึ่งคือที่ทำให้ร่างกายสดชื่นนอกจากนี้การสิ่งพร้อมกับคนมากมายยังทำให้สุขภาพดีที่ได้พบปะผู้คนหลากหลายที่จะทำให้คุณหายจากความเครียดนั่นเอง…

0

เคล็ดลับการดูแลผิว

การดูแลผิวนั้นสามารถทำได้ทั้งจากภายนอก เช่นการทาครีมบำรุง ครีมกันแดด หรือผลิตภัณฑ์ความงานต่างๆ
และการดูแลจากภายใน อย่างการออกกำลังกายและเลือกรับประทานอาหาร ถ้าหากทำทั้งภายในและภายนอกคู่กัน
ก็จะได้ประสิทธิภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นไปอีก

1.ใช้ครีมบำรุงผิวเป็นประจำ
หากเป็นผิวกายก็ควรจะต้องบำรุงอย่างต่อเนื่องจึงจะเรียบเนียนเห็นผลแบบ ผิวหน้า
โดยควรทาหลังอาบน้ำเช้าและก่อนนอน นี่คือวิธีที่จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิวเป็นอย่างดี

2.ไม่โดนแดดจัด และใช้ครีมกันแดดอยู่เสมอ (สำคัญมาก), ใช้ครีมมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น
วิตามินเอ วิตามินอี และกลูต้าไธโอน ซึ่งจะช่วยช่วยป้องกันการทำลายผิวจากแสงแดดได้

3.ไม่สูบบุหรี่ ยาเสพติด สุรา เพราะมีสารอันตรายไปทำลายเซลล์ เป็นอนุมูลอิสระทำให้แก่เร็ว

4.กินอาหารให้ครบห้าหมู่ อาหารที่มีวิตามิน แร่ธาตุต่าง ๆ ควรกินผักผลไม้ เพื่อร่างกายจะได้รับกากใยอาหาร
ซึ่งจะเป็นผลดีต่อระบบขับถ่าย ส่วนสารอาหารที่ได้จากการกินอาหารที่มีประโยชน์จะช่วยป้องกันเยื่อหุ้มเซลล์
จากการถูกทำลายด้วยขบวนการออกซิเดชั่นได้

5.ดื่มน้ำให้มาก ๆ ในแต่ละวันคุณควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว โดยให้ดื่มเรื่อย ๆ ตลอดทั้งวัน
น้ำที่ดื่มควรเป็นน้ำสะอาด เพื่อช่วยให้ผิวชุ่มชื้น เนื่องจากน้ำนั้นเป็นส่วนประกอบของเซลล์ทุกเซลล์ที่จะทำงานได้ดี

6.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การ ออกกำลังกายจะทำให้เกิดการขับเหงื่อ
และในขณะเดียวกันยังช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นของผิวหนังเอาไว้ได้จากการกระ ตุ้นต่อมผลิตไขมัน
การออกกำลังกายจึงช่วยรักษาสุขภาพผิวและคงความชุ่มชื้นของผิวหนัง นอกจากนี้
ยังช่วยให้การหมุนเวียนของเลือดเพิ่มขึ้นอีกด้วย

7.ใช้ครีมบำรุงผิวเป็นประจำ
หากเป็นผิวกายก็ควรจะต้องบำรุงอย่างต่อเนื่องจึงจะเรียบเนียนเห็นผลแบบ ผิวหน้า
โดยควรทาหลังอาบน้ำเช้าและก่อนนอน นี่คือวิธีที่จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิวเป็นอย่างดี

8.สครับผิวเพื่อเผยผิวใหม่
เป็นการขจัดเซลล์ที่ตายแล้วให้ออกไปจากผิวของเรา
โดยการใช้สครับที่เหมาะกับสภาพผิวอาจเลือกใช้สครับสำเร็จรูปแบบที่ขายทั่วไป อาจใช้ใยบวบขัดเบาๆ
ขณะอาบน้ำก็ได้ หรือจะใช้จากวัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น มะขามเปียก หรือมะนาวผสมกับเกลือทะเล

9.บำรุงผิวด้วยน้ำนม
น้ำนมนั้นเหมาะสำหรับที่จะใช้บำรุงผิวกายอย่างมาก เพราะนมอุดมไปด้วยแร่ธาตุและสารอาหารที่ดีต่อผิว
อีกทั้งยังช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไปได้ด้วย เพียงแค่นำน้ำนมมาทาบริเวณผิวกายให้ทั่ว
รอสักพักพอเริ่มแห้งแล้วให้ขัดอย่างเบามือ จากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด

10.ทำความสะอาดผิวอย่างถูกวิธี
เช็ดเครื่องสำอางออกด้วยคลีนเซอร์ก่อนล้างด้วยโฟมล้างหน้า
เพื่อขจัดคราบเครื่องสำอางที่อาจตกค้างและอุดตันได้…

0

การดูแลหนังศรีษะ เส้นผม

เส้นผมที่ดีบ่งบอกถึงสุขภาพที่ดี ดังนั้นใครๆก็อยากจะมีผมที่ดีด้วยกันทั้งนั้น
นอกจากผมที่สะอาดแล้วการมีผมสุขภาพดี หนา นุ่ม ไม่เสียแตกปลาย
ทำให้เจ้าของผมนั้นดูมีเสน่ห์และบุคลิกดีไม่น้อย แต่ก็มีปัญหาและสาเหตุอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายก่อให้เกิดความเสี่ยงที่เซลล์รากผมจะได้รับผลกระทบและอ่อนแอลง
อันนำไปสู่อาการผมร่วงในท้ายที่สุด ดงันั้นเราควรดูแลเส้นผมเพื่อให้ผมอยู่กับเราไปนานๆ
1.ไม่ทำสีผมบ่อยจนเกินไป
ผู้หญิงเป็นเพศที่มีความรักสวยรักงาม การย้อมสีผมเปลี่ยน ลุคให้ตัวเองอยู่เป็นนิจ การย้อมสีผม, ดัดผม,
ยืดผมตรงถือว่าเป็นเรื่องปกติมากๆ ที่ผู้หญิงจะทำกัน แต่การนำเอาสารเคมีเข้าร่างกายบ่อยๆนั้นไม่ส่งผลดีเลย
จึงควรหมั่นดูแลเส้นผมเพื่อให้เส้นผมมีสุขภาพที่ดีอยู่เสมอ
2.เลิกสระผมด้วยน้ำอุ่น ความจริงแล้วน้ำอุ่นทำร้ายเส้นผมของเรา ทั้งทำให้ผมแห้งแตกปลาย หนังศีรษะแห้ง
จนในที่สุดเส้นผมก็มีสภาพอ่อนแอและหลุดร่วงจากหนังศีรษะได้อย่างง่ายดาย
ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วหันมาใช้น้ำอุณหภูมิปกติในการสระผม ก็จะช่วยลดปัญหาผมร่วงที่เกิดขึ้นได้
3.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างเหมาะสม โดยรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และถูกสุขลักษณะ
(เพิ่มวิตามินหรือเกลือแร่เสริมในกรณีที่รับประทานอาหารไม่ครบหมู่) เน้นรับประทานอาหารที่มีโปรตีน
โดยเฉพาะโปรตีนจากถั่วเหลือง ดื่มน้ำให้เพียงพอหรือดื่มไม่น้อยกว่าวันละ 2 ลิตร งดอาหารที่ใส่ผงชูรส
งดดื่มเหล้าและสูบบุหรี่
4.ไม่มัดผมแน่นเกินไป การมัดผม รวบผม
หรือการถักเปียที่แน่นมากจนเกินไปก็อาจเป็นการทำร้ายเส้นผมของคุณได้
เพราะนอกจากจะทำให้โครงสร้างของเส้นผมเกิดการหักงอหรือผิดรูปแล้ว
ยังอาจไปทำร้ายเคลือบผมทางอ้อมได้อีกด้วย ดังนั้นอย่าพยายามมัดผมหรือถักเปียบ่อย
ควรปล่อยผมให้ทิ้งตัวแบบสบายบ้าง
5.สระผมไม่ต้องบ่อยครั้ง แต่ควรทำทรีตเม้นส์อย่างน้อยอาทิตลืละ1ครั้ง เพื่อนเป้ยการว่อมแซม ฟื้นฟูเส้นผม
6.บำรุงผมด้วยน้ำมันหลากหลายชนิด บำรุงผมด้วยน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันมะกอกบ้างเพื่อทำให้ผมแข็งแรง
โดยหมักทิ้งไว้1ชั่วโมง ติดต่อกัน
7.หวีผมอย่างเบามือ แม้ว่าจะเร่งรีบแค่ไหน แต่ก็ไม่ควรทำร้านเส้นผมด้วยการหวีผมอย่างแรง
ควรหวีผมอย่างเบามือเพื่อลดการขาดร่วงของเส้นผม…

0

เทคนิคการดูแลผิวช่วงวัยรุ่น

ผิวในช่วงวัยรุ่น จนถึงอายุ 20 ปีต้นๆ เป็นช่วงที่ผิวได้รับอิทธิพลของฮอร์โมนเพศสูง
ทำให้ต่อมไขมันที่ผิวมีการสร้างไขมันขึ้นมามาก ผิวจึงมีความมันและชุ่มชื้นมากกว่าวัยอื่นๆ
ประกอบกับเซลล์ผิวมีการสร้างเซลล์ใหม่ในอัตราที่สูงตลอดเวลา
ควบคู่ไปกับการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกจากชั้นบนสุด ทำให้ผิวแลดูสดใส ไม่หมองคล้ำ
นอกจากนี้ยังมีการสร้างองค์ประกอบของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันก็สูงมากขึ้นด้วย เช่น คอลลาเจนและเส้นใยอีลาสติน
เป็นต้น ทำให้ผิวมีความกระชับ และยืดหยุ่น   ดังนั้นปัญหาเรื่องริ้วรอยในวัยนี้จึงไม่น่าจะเป็นห่วง
หรือจริงจังมากนัก
ด้วยเหตุนี้ ผิวในวัยรุ่นจนถึงวัย 20 ปีต้นๆ การผลัดเซลล์ผิวจึงเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น
และถ้าทำการผลัดเซลล์ผิวมากเกินไป ก็อาจจะส่งผลเสียต่อผิวมากกว่าผลดีก็ได้
แต่ถ้าคุณจำเป็นที่จะต้องผลัดเซลล์ผิวแล้วล่ะก็ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน เช่น สครับน้ำตาลทราย
เป็นต้น ส่วนผู้ที่มีปัญหาเรื่องสิว การใช้สารเคมีผลัดเซลล์ผิวที่อ่อนโยน อย่างเช่น กรดเบต้า-ไฮดรอกซี (BHA)
และกรดอัลฟ่า-ไฮดรอกซี (AHA) จะช่วยในการผลัดสิวเสี้ยน สิวที่อุดตันให้หลุดลอกออกได้
ส่วนผิวที่แห้งในวัยนี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดปกติ   เนื่องจากในช่วงวัย 20
ระดับฮอร์โมนเพศจะสูงกว่าวัยอื่นและต่อมไขมันก็มีการตอบสนองต่อระดับฮอร์โมน ที่สูงมาก
ทำให้มีการผลิตไขมันที่ผิวสูง — ซึ่งถือว่า เป็นภาวะปกติในวัยนี้   สภาพผิวที่แห้งในวัยนี้
จึงไม่ต้องเน้นการใช้มอยเจอร์ไรเซอร์บ่อยมากนัก ควรใช้ให้พอประมาณ
สำหรับผู้ที่มีผิวมัน คุณก็ไม่จำเป็นต้องใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ แต่ถ้าเกิดมีผิวแห้งบ้างเป็นครั้งคราว
ควรเลือกใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ที่ปราศจากน้ำมันและมีไขมันในปริมาณต่ำ   ในทางกลับกัน
ถ้าผิวของคุณผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป คุณก็เลิกคิดที่จะใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ในช่วงวัยนี้ได้เลย
และคุณอาจจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดความมันของผิวได้
อีกเรื่องที่ผมอยากจะแนะนำก็คือ คุณควรหลีกเลี่ยงการขจัดน้ำมันที่ผลิตจากผิวมากเกินตามธรรมชาติ
ด้วยการหลีกเลี่ยงสบู่ที่มีฤทธิ์การชำระล้างที่รุนแรง  โทนเนอร์ที่มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์
และสารที่ก่อให้เกิดผิวแห้ง
ช่วงวัย 20 ยังคงประสบปัญหาในเรื่องของสิว ซึ่งผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เหมาะสม
ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำมันหรือมีน้ำมันต่ำ และไม่ก่อให้เกิดสิวอุดตัน   ในกรณีที่ใช้แล้วยังคงเกิดสิว
ก็คงต้องจริงจังกับการรักษาสิวได้แล้ว…

0

วิธีลดกลิ่นปาก

ปัญหากลิ่นปาก ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญมาก สำหรับบุคลิกภาพของทุกคน กลิ่นปากที่มีปัญหานั้น
หากฟังดูผิวเผิน หลายคนอาจจะคิดว่า มักจะเกิดมาจากปัญหาเกี่ยวกับช่องปาก
แต่ยังมีสาเหตุอื่นๆอีกมากที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก

1.ปัญหาสุขภาพของฟัน เช่น ฟันผุ จนกระทั่งกลายเป็นแหล่งสะสม
ของเศษอาหารที่รับประทานเข้าไปรวมถึงหากมีความรุนแรง ก็จะกลายหนองขึ้นมา
ซึ่งจะทำให้กลิ่นปากรุนแรงมากขึ้นไปอีก

2.โรคเกี่ยวกับเหงือก เช่น ผู้ที่เป็นโรคเหงือกอักเสบ โรคปริทันต์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่หินปูน
ไปจับตัวอยู่บริเวณที่ฐานของฟันเป็นจำนวนมาก ทำให้กลายเป็นช่องว่าง
ซึ่งทำให้เกิดเป็นการสะสมของเศษอาหารต่างๆดังนั้นควรไปพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน
เพื่อจัดการขูดหินปูนออกให้หมด

3.ผู้ที่กำลังป่วย เช่นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ และต่อมทอมซิล ก็อาจทำให้เกิดกลิ่นปากได้
วิธีดับกลิ่นปาก
-ดื่มน้ำเยอะ ๆ น้ำลายสามารถช่วยชะล้างสิ่งสกปรกที่เป็นสาเหตุของกลิ่นปากออกไปได้ก็จริง
แต่ถ้าหากเราดื่มน้ำไม่เพียงพอก็จะทำให้น้ำลายหลั่งออกมาน้อย ส่งผลให้เศษอาหารต่าง ๆ ที่อยู่ในปากบูดเน่าได้
-เปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 2-3 เดือน
แปรงสีฟันถือเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคที่ดีอย่างหนึ่งเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในปากก็จะติดไปอยู่กับแปรงสีฟัน
และถ้าเราทำความสะอาดแปรงสีฟันไม่ดี เชื้อเหล่านั้นก็จะยังเจริญเติบโตต่อไปเรื่อย ๆ
เมื่อเราหยิบมาแปรงฟันอีกครั้งเชื้อเหล่านั้นก็จะกลับเข้าไปอยู่ในปากเพิ่มมากขึ้น
-รับประทานผักสด ๆ ให้มากขึ้น การรับประทานผักสด ๆ อย่างแครอท ขึ้นฉ่าย หรือแอปเปิลสด ๆ
ไฟเบอร์จากผักผลไม้เหล่านี้จะช่วยให้กลิ่นปากหายไปได้
เพราะวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้จะเข้าไปช่วยสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้
แข็งแรงทำให้ร่างสามารถสร้างสารที่จะมาต่อสู้กับแบคทีเรียในร่างกายได้มากขึ้น
-บ้วนปากด้วยน้ำเกลือ การบ้วนปากด้วยน้ำเกลือเป็นวิธีง่าย ๆ ในการขจัดกลิ่นปาก
เพราะน้ำเกลือจะเข้าไปช่วยชะล้างเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในปากและคอออกไปได้
-เลี่ยงทานอาหารที่มีกลิ่นแรง ถ้าการรับประทานอาหารเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นปากก็ควรหันมาระมัด
ระวังในการรับประทานอาหารมากขึ้น เลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นแรง อาทิ กระเทียม ต้นหอม หรือของหมักดอง
-หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ หรือเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก รวมทั้งงดสูบบุหรี่ด้วย
-อย่าปล่อยให้ปากแห้ง เพราะเมื่อปากแห้งความเข้มข้นของแบคทีเรียในปากจะเพิ่มมาก ทำให้เกิดกลิ่นปากได้ง่าย…

0

โภชนาการกับนักกีฬาเบื้องต้นที่ต้องเข้าใจ

ในปัจจุบันความรู้ทางโภชนาการมีบทบาทสำคัญในการเล่นกีฬาอาชีพมากขึ้นจะมีนักโภชนาการประจำสังกัด
ต้องตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้เรื่องอาหารด้วยทั้งการฝึกซ้อมและการแข่งขัน
ที่ยาวนานทำให้ร่างกายต้องการสารอาการที่ให้พลังงานเป็นจำนานมากแหล่งพลังงานสำคัญอย่างหนึ่งคือ ไขมัน
แต่ด้วยความที่เป็นแหล่งพลังงานที่ร่างกายเอามาใช้ภายหลังจากใช้คาร์โบไฮเดรตไปก่อนดังนั้นนักกีฬาจึง
ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงเพราะจะทำให้มีไขมันสะสมในร่างกายสูงจนมีน้ำหนักตัวมาก
ทำให้กล้ามเนื้อทำงานหนักเมื่อเทียบกับผู้ที่มีน้ำหนักปกติรวมไปถึงความคล่องแคล่ว
ของการเล่นกีฬาก็จะลดลงซึ่งจะมีผลต่อต่อเราแน่นอน
นักกีฬาจึงต้องรับสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองโดยการหลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีไขมันสูงและเลือกรับประทานที่มีของไขมัน
ต่ำประกอบกับเน้นบริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ และ แร่ธาตุต่างๆ เช่นผลไม้ ผัก
เพราะแม้จะเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานไม่มากแต่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการทำงานในระบบเผาผลาญ
สำหรับเหล่านักกีฬาที่รักการแข่งขันหรือออกกำลังกาย
การออกกำลังกายตอนเช้าหลังเสร็จสิ้นภารกิจทุกอย่างหลังออกกำลังกายเสร็จให้รับประทานอาหารประมาณ 200-300
กิโลแคลลอรี เช่นพวกโยเกิร์ตรสผลไม้ กล้วย
หรือน้ำผลไม้แต่ควรคำนึงถึงและเลี่ยงอาหารที่มีไขมันและโปรตีนมากเกินไปเพราะเป็นสารใช้เวลาย้อยนานกว่าคาร์โบไฮเดรต
เช่นเดียวกันการออกกำลังกายตอนกลางวัน
ก่อนออกกำลังกายหรือจะไปเล่นกีฬาให้คำนึงถึงการรับปร่ะทานอาหารที่มีปริมาณ 300-400
กิโลแคลอรี่ให้ทานผลไม้สดผลไม้แห้งหรือโยเกิร์ตปั่นผลไม้และทานอาหารให้ครบ 5
หมู่ให้สมดุลหลังจากจากออกกำลังกายเสร็จเพราะอย่าลืมว่าช่วงเวลาตอนกลางวันมันเป็นสิ่งที่เราหักโหมหรือไปทำอะไรมาหลังการกินตอนเช้า
หลังเสร็จสิ้นหลังเราออกไปไหนหรือใช้พลังงานในตอนกลางวันเสร็จแล้วการออกกำลังกานหลังเลิกงานช่วงเย็นให้
รับประทานอาหารมื้อเล็กๆขนาด 400-500 กิโลแคลอรี่ แต่อุดมไปด้วยสารอาหารเช่น สลัดผักไขมันต่ำ ไข้ต้ม และ
น้ำผลไม้หลังออกกำลงกายจะต้องใส่พลังงานที่ใช้ไปบางส่วนคืนสู่ร่างกายเช่นอาหารสมดุลที่มีองค์ประกอบของคาร์โบไอเดรต โปรตีน และ ไขมัน
การที่จะประสบความสำเร็จในการแข่งขันหรือออกกำลังกายชนิดต่างๆนอกจาการฝึกซ้อมหรือออกกำลงการทั่วไปแล้วเรื่องของโภชนาการก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน
หากกินไม่เลือกปากอยากจะกินนนั้นมันก็ใช้แค่ความอร่อยสำหรับตัวคุณแต่ร่างกายของเรามันเกินที่จะเยียวยาได้เพราะ
การกินรู้ทั้งรู้เรากินเพื่ออยู่ แต่ร่างกายของเรามันก็ต้องการบำรุงด้วย
การกินเลือกที่จะรับประทานแต่ของที่มีประโยชน์กับร่างกายหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันและโคเลสเตอรอลสูงเท่านี้ร่างกาย
ของเราก็จะแข็งแกร่งอย่างภูเขาพร้อมจะเผชิญหน้าในเกมกีฬาหรือการออกกำลังกายให้เฟอร์เฟคงดงามให้มันยอดเยี่ยม
แต่มันก็มีข้อควรระวังที่เราต้องสังเกตุอยู่ตลอดอย่างมีทรัพย์ที่ไม่มากเราก็ควรเลือกที่จะกินของที่มันมีประโยชน์
เพราะหลักๆแล้วอาการที่บำรุงพวกร่างกายมีการทำออกมาให้หลายลูกแบบทั้ง เป็นยาเม็ด น้ำ
ซึ่งของเหล่านี้เป็นของที่รับประมาณแล้วอาจจะไม่เกิดผลดีต่อร่างกายคุณเพราะอย่าลืมว่า
ยาเหล่านี้มันช่วยให้ร่างกายดีขึ้นในระดับหนึ่งเท่านั้น…