Category: สุขภาพ

0

ปวดหลังอยู่บ่อยๆ ควรจะมีวิธีแก้อย่างไรดี

อาการปวดหลังถือว่าเป็นหนึ่งในอาการยอดฮิตที่คนเป็นกันมาก
แน่นอนว่ามันสร้างความรำคาญและสร้างปัญหาให้กับการใช้ชีวิตมากพอสมควร
ถ้าอย่างนั้นก็ควรที่จะมาหาวิธีแก้ที่เหมาะสมกันดีกว่า
ก่อนอื่นให้ศึกษาดูก่อนว่าอาการปวดหลังนั้นมีสาเหตุจากอะไรบ้าง
ถ้าประเมินดูแล้วมันสามารถเป็นได้หลากหลาย
อย่างแรกสุดเลยก็คือเส้นเอ็นหรือว่ากล้ามเนื้ออาจจะมีอาการอักเสบขึ้นมาได้
อาจจะเป็นไปได้จากการยกของหนัก หรือไม่ก็เคลื่อนที่แบบผิดจังหวะกะทันหัน
เมื่อเส้นเอ็นตึงขึ้นมาก็จะทำให้ปวดหลังได้
สาเหตุต่อมาก็คือหมอนรองกระดูกโป่งพองหรือไม่ก็ฉีกขาด
โดยปกติแล้วหมอนรองกระดูกสันหลังนี้จะคอยทำหน้าที่พยุงรองรับแรงกระแทกระหว่างกระดูกสันหลัง
แต่เมื่อเกิดฉีกขาดขึ้นมาก็อาจจะไปกดทับเส้นประสาท จนเป็นสาเหตุให้ปวดหลังได้ อีกอย่างก็คือโรคข้อเสื่อม ข้ออักเสบ
อาจจะส่งผลให้ปวดหลังได้เหมือนกัน สำหรับโครงกระดูกที่ผิดปกติก็เป็นเหตุได้ โดยเฉพาะคนที่กระดูกสันหลังโค้งผิดรูป
หรือว่ากระดูกสันหลังคด เช่นเดียวกับคนที่เป็นโรคกระดูกพรุน
ก็อาจจะทำให้มีอาการปวดหลังเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน
เมื่อศึกษาสาเหตุเหล่านี้แล้ว
สิ่งไหนที่สามารถควบคุมได้ด้วยการป้องกันก็ให้ทำเพื่อลดโอกาสปวดหลัง
แต่หากว่าพลาดเป็นขึ้นมาแล้ว
มันก็มีหลากหลายวิธีในการแก้อาการปวดหลังได้เช่นกัน
เช่นจะต้องมีความกระตือรือร้น เคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ
จะช่วยให้อาการปวดหลังนั้นฟื้นฟูขึ้นมาได้ดียิ่งขึ้น
บางคนที่เป็นระยะเริ่มต้นอาจจะใช้วิธีการใช้ความร้อนหรือความเย็นมาช่วยบรรเทาอาการได้ โดยอาจจะอาบน้ำร้อน
หรือไม่ก็ใช้ความร้อนมาประคบตรงบริเวณที่มีอาการปวด
ขณะที่ความเย็นที่นำมาใช้ประคบก็จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้เช่นกันในระยะสั้น
แต่ควรจะหลีกเลี่ยงการใช้น้ำแข็งสัมผัสกับผิวหนังโดยตรง เพราะอาจจะกัดผิวหนังจนเป็นแผลได้
การซื้อยาลดการอักเสบก็สามารถบรรเทาอาการได้เช่นกัน
แต่ก็ควรปรึกษาเภสัชกรให้ดีก่อน ขณะที่ทางด้านสภาพจิตใจ การที่เป็นคนมองโลกในแง่บวก
และรู้สึกผ่อนคลายก็จะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้เช่นกัน
เป็นเรื่องของด้านจิตใจที่จะช่วยเยียวยาให้ทุกอย่างดีขึ้นได้เช่นกัน
นอกเหนือจากนี้ก็ยังมีท่าบริหารร่างกายต่างๆ เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดหลังให้ดีขึ้น
บางคนอาจจะต้องปรึกษาแพทย์หรือไม่ก็นักกายภาพบำบัด เพื่อให้การบริหารนั้นเป็นไปอย่างถูกต้อง
ทุกอย่างที่แนะนำมานี้อาจจะต้องทำควบคู่กันไป เพื่อให้อาการปวดหลังทุเลาลง
นี่คือวิธีการแก้ไขหากว่ามีอาการปวดหลัง
แต่จะให้ดีแล้วก็ควรป้องกันไม่ให้เป็นตั้งแต่แรกก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด…

0

ไพลเหลือง สมุนไพรล้มลุกรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่

ไพลเหลือง เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์ขิง สมุนไพรล้มลุกชนิดนี้ มีชื่อเรียกอื่นว่า กะทือพิลาส หรือ ดาเงาะ ข้อมูลบางแห่งก็ใช้ชื่อว่า
กระทือช้าง แล้วแต่ภูมิภาคและถิ่นกำเนิด แต่ขอให้ทราบไว้ว่าทั้งหมดทั้งมวล คือ ไพลเหลือง เหมือนกัน
โดยลักษณะของ ไพลเหลือง เป็นพืชล้มลุก มีเหง้าอยู่ใต้ดิน มีความสูง 2-3 เมตร เป็นพืชพื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มีเขตการกระจายพันธุ์ในมาเลเซีย และในประเทศไทย พบขึ้นทางภาคใต้ โดยมักขึ้นในป่าดงดิบ ริมลำธารหรือตามชายป่าที่ความสูง 300 เมตร
ส่วนลักษณะของใบไพลเหลือง เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปหอก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 6-10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 30-50 เซนติเมตร
ถือว่าค่อนข้างใหญ่สำหรับพืชในตระกูลขิง ขณะที่ ดอกไพลเหลือง จะออกดอกเป็นช่อสีเหลือง
เมื่อแก่จึงอาจจะเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดง ลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกแข็ง มีขนาดกว้างประมาณ 6-7 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตร
ซึ่งช่อดอกเกิดจากใบประดับเรียงซ้อนอัดกันแน่น กลีบรองดอกเป็นสีครีม ยาวได้ถึง 3.5 เซนติเมตร ผิวเกลี้ยง
ดอกย่อยเป็นรูปกรวย ยาวประมาณ 3 เซนติเมตร ปลายกว้างถึง 1 เซนติเมตร กลีบปากแยกออกเป็น 3 แฉก สีม่วงดำมีจุดสีเหลือง
ปลายแฉก ตรงกลางเว้าตื้น อ้าเป็น 2 แฉกเล็ก ด้านเกสรเพศผู้ของไพลเหลืองจะมีอันเดียว ก้านสั้น อับเรณูยาวได้ประมาณ 1.2 เซนติเมตร
ก้านชูเกสรเพศเมียเป็นสีม่วง รังไข่มีขนขึ้นประปรายสีดำ ออกดอกในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนพฤศจิกายน
ปิดท้ายที่ ผลไพลเหลือง จะมีลักษณะเป็นรูปรี มีขนาดกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3 เซนติเมตร ออกแทรกกันในกลีบดอก
โดยจะติดผลในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคมของทุกปี แม้ ไพลเหลืองจะได้รับความนิยมจากผู้คนในฐานะไม้ประดับทั่วไป
เนื่องจากดอกมีสีสันสวยงาม และมีลักษณะคล้ายคลึงกับ ดาหลา นอกจากนี้ยังนิยมนำยอดอ่อนมาต้มกินเป็นผักแกล้มกับข้าวในมื้ออาหาร
อย่างไรก็ตาม สรรพคุณของ ไพลเหลือง ถือเป็นอะไรที่น่าสนใจ เพราะสมุนไพรชนิดนี้มีฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์และมีเอนไซม์ Zerumbone synthase
ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งถือว่าน่าสนใจมากโดยเฉพาะการที่ชาวบ้านนิยมนำมารับประทานเป็นผักแกล้ม
นอกจากนี้ ไพลเหลือง ยังเป็นสมุนไพรในตำรายาของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ใช้ในการรักษาอาการตาแดง
รวมถึงใช้เป็นยาแก้อาการปวดศีรษะ ปวดหลัง ได้ด้วย ดังนั้น แค่ปลูกเอาไว้ติดบ้านคงไม่พอเสียแล้ว
เพราะสรรพคุณในการรักษามะเร็งนั้นเป็นอะไรที่ผู้คนให้ความสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน ยุคที่แม้แค่หายใจก็อาจป่วยได้…

0

สเตียรอยด์ กับเหตุผลที่ต้องเป็นสารต้องห้าม

ไม่ว่าวงการความสวยความงาม หรือในวงการกีฬา ยาสเตียรอยด์
มักจะเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงให้เป็นประเด็นอยู่เสมอ โดยเฉพาะในเรื่องความอันตรายของมัน
หลายๆ คนจึงอยากจะรู้ว่า ยาสเตียรอยด์ เป็นอันตรายจริงหรือไม่
ใช้อย่างไรถึงจะไม่เกิดอันตราย วันนี้เราจะหยิบยกเรื่องนี้มาคุยกัน
สเตียรอยด์ เป็นชื่อเรียกโดยย่อของกลุ่มยาที่มีชื่อเต็มว่า corticosteroid
ซึ่งยาในกลุ่มนี้มีฤทธิ์และข้อบ่งใช้มากมาย สามารถใช้ในโรคหรือภาวะต่างๆได้อย่างหลากหลาย
ประเภทของสเตียรอยด์
1. สเตียรอยด์ประเภทใช้ภายนอก
สามารถแบ่งตามรูปแบบของยาและตัวอย่างของโรคที่ใช้ได้ ดังนี้
– ยาทา (ทั้งในรูปแบบครีม โลชัน ขึ้ผึ้ง) สำหรับรักษาผื่นแพ้ ลมพิษ ผิวหนังอักเสบสะเก็ดเงิน
– ยาหยอดตา ยาป้ายตา ยาหยอดหู สำหรับรักษาภูมิแพ้หรืออักเสบที่ตาและหู
– ยาพ่นจมูก สำหรับรักษาโรคภูมิแพ้ที่มีอาการทางจมูก ริดสีดวงจมูก
– ยาพ่นคอ สำหรับรักษาโรคหืด ภูมิแพ้ที่ทำให้เกิดอาการหอบ
2. สเตียรอยด์ประเภทกินและฉีด
ใช้ในการรักษาโรคหรือภาวะบางอย่าง ที่จำเป็นต้องใช้ยากินหรือยาฉีดเท่านั้น เช่น
อาการแพ้บางชนิด โรคหืดชนิดรุนแรง โรคภูมิคุ้มกันไวเกิน
หรือใช้ในผู้ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ เป็นต้น
สเตียรอยด์ในวงการกีฬา
เหตุผลที่นักกีฬาบางคนมักแอบใช้สารสเตียรอยด์ เพราะช่วยเบิร์นไขมัน
เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้โตเร็วขึ้น
และช่วยฟื้นฟูสภาพกล้ามเนื้อให้หายจากอาการบาดเจ็บได้เร็วขึ้น
ซึ่งในบางกรณีแพทย์จะสั่งยาให้นักกีฬา เพื่อบรรเทาอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ
จึงมีความเป็นไปได้ที่ยาเหล่านั้นอาจมีสเตียรอยด์ผสมอยู่ด้วย
แต่สเตียรอยด์เป็นสารต้องห้ามสำหรับนักกีฬา เพื่อป้องกันการโด๊ปร่างกายโดยใช่เหตุ
และตัวสเตียรอยด์เองก็เป็นสารอันตรายที่ต้องแพทย์ต้องเป็นผู้สั่งให้เท่านั้น
ดังนั้นหากนักกีฬาถูกจับได้ว่าใช้สารกระตุ้นอย่างผิดกฎหมาย
ก็จะถูกลงโทษโดยการแบนจากการแข่งขันเป็นระยะเวลาหนึ่ง
อันตรายจากยาสเตียรอยด์
การกินหรือฉีดยาสเตียรอยด์ในขนาดน้อยๆ เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ
มักไม่ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง แต่ถ้ากินหรือฉีดต่อเนื่องเป็นเวลานาน
จะก่อให้เกิดผลเสียที่รุนแรงหลายประการด้วยกัน ได้แก่ ติดเชื้อโรค
(ยากดการทำงานของภูมิคุ้มกันในร่างกาย) เป็นเบาหวาน (ยาทำให้น้ำตาลในเลือดสูง)
บวมและความดันโลหิตสูง (ยาทำให้ขับน้ำลดลง แต่เพิ่มการสะสมไขมันที่หน้า
หลังและท้อง) กระดูกพรุน (ยารบกวนสมดุลการสร้างกระดูก)
รวมทั้งเป็นแผลในทางเดินอาหาร ผิวหนังเหี่ยวย่นและบาง ตาเป็นต้อ
การทำงานของต่อมหมวกไตผิดปกติ รบกวนการเจริญเติบโตในเด็ก เป็นต้น
ดังนั้น เราจึงควรระวังสเตียรอยด์ในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการทา หยอด พ่น หรือฉีด
สิ่งสำคัญ คือ ควรใช้เมื่อแพทย์เป็นผู้สั่งให้เท่านั้น…

0

ขั้นตอนการดูแลผิวหน้าให้ขาวอยู่เสมอ

เวลาโดนทักว่าไปทำอะไรมาทำไมหน้าหมองคล้ำจัง บางคนอาจทักหนักกว่านั้นว่า
นี่เธอทำไมหน้าหมองคล้ำเหมือนคนโดนของเลย เวลาโดนทักกันแบบนี้ก็ถึงกับเสียเซลฟ์ขาดความมั่นใจกัน
ไปเลย เเละต้องแอบไปส่องกระจกดูใบหน้าว่า หน้าตาตัวเองเป็นอย่างไร พอได้ส่องกระจกดูจริง ๆ จัง ๆ
ตัวเราเองอาจรู้สึกตกใจว่า ทำไมใบหน้าถึงหมองคล้ำขนาดนี้
ต้องรีบหาวิธีบำรุงเพื่อให้ใบหน้ากลับมาสดใส เเละเราก็มีวิธีในการดูแลผิวหน้า
ทำให้ใบหน้าลดความหมองคล้ำ มีความกระจ่างใส
ให้ผิวเนียนนุ่ม และดูมีสุขภาพดีเป็นธรรมชาติมาฝากกัน
ไปดูกันดี ว่าเราต้องทำอะไรกันบ้าง อย่างเเรกให้ทำความสะอาดผิวหน้า
ในการทำความสะอาดผิวหน้าเป็นสิ่งสำคัญ โดยก่อนล้างหน้า
ควรเช็ดเครื่องสำอางให้ออกหมดก่อนด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสำหรับผิวหน้ของเรา
เมื่อทำความสะอาดเสร็จแล้วก็ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ล้างห น้าที่เหมาะกับสภาพผิวของตนเอง หลังล้างหน้าเสร็จ
ก็ใช้โทนเนอร์เช็ดอีกครั้งหนึ่ง เป็นสิ่งสุดท้ายสำหรับการทำความสะอาดหน้า
เพราะโทนเนอร์จะช่วยกระชับรูขุมขขนของเราและควรใช้โทนเนอร์ชนิดที่ไม่มีแอลกอฮอล์
เพราะจะทำให้ผิวแห้งตึงเกินไปขั้นตอนต่อมาผลัดเซลล์ผิวเก่าออก
เเล้วทำไมต้องให้เซลล์ผิวเก่าถูกขจัดออกไป เพราะสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำ
เนื่องมาจากเซลล์ผิวเก่าไม่หลุดลอกออกไปหรือหลุดลอกช้า
เเละจะทำให้เกิดการหมักหมมของเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพเป็นจำนวนมาก
ซึ่งนอกจากจะทำให้ผิวหมองคล้ำแล้วยังทำให้ผิวหยาบกร้านด้วย
และส่งผลให้การดูดซึมของครีมบำรุงลงสู่ชั้นผิวหนังได้น้อยลง จึงควรหมั่นสครับหน้าอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อกระตุ้นให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวเก่าหลุดลอกออกไปและจะได้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่
การประคบผิวหน้าด้วยไอน้ำและทาครีมบำรุง เป็นวิธีง่าย ๆในการประคบผิวหน้าด้วยไอน้ำ คือ เตรียมน้ำอุ่นไว้
แล้วนำผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นและบิดหมาด ๆเสร็จแล้วนำมาประคบบนผิวหน้า
เพื่อช่วยให้รูขุมขนเปิดออกและกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบนใบหน้า หลังจากประคบหน้าแล้วก็ทาครีมบำรุงต่างๆ ได้เลย เพราะเมื่อรูขุมขุนเปิดเเล้ว
การทาครีมบำรุงเหล่านี้ก็จะสามารถลงไปถึงชั้นที่ลึกที่สุดได้สำหรับคนหน้ามันพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของน้ำมันเพราะจะลงไปอุดตันในรูขุมขนได้
และยังทำให้หน้ามันยิ่งขึ้นด้วยค่ะหรือในขณะที่ทาครีมอาจจะนวดหน้าเบา ๆ
ไปพร้อมกันเลยก็ได้มันจะยิ่งช่วยให้การทาครีมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ทาครีมกันแดด ขั้นตอนนี้เป็นอีกขั้นตอนสำคัญอย่างมาก
เพราะในชีวิตประจำวันเราต้องเผชิญกับแสงแดดและแสงจากจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ
ซึ่งส่งผลต่อผิวหน้าของเราฉะนั้นจึงควรทาครีมกันแดดทุกครั้ง
เผื่อป้องกันจากแสงเหล่านี้ ซึ่งจะทำให้เกิดฝ้า กระ ริ้วรอยต่าง ๆ ขึ้นมาได้การออกกำลังกายสม่ำเสมอ
เราควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกายของเรา
และช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดด้วยค่ะซึ่งจะทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง รู้สึกสดชื่นได้ทุกวันเวลา
ต้องดื่มน้ำสะอาดการดื่มน้ำที่สะอาดในจำนวนที่เพียงพอต่อร่างกายในทุกๆวัน จะช่วยให้ร่างกายเกิดความสมดุล
และยังส่งผลต่อผิวอีกด้วยซึ่งปริมาณน้ำที่ควรดื่มต่อวันโดยเฉลี่ย คือ 6ถึง8 แก้ว
สุดท้ายการนอนพักผ่อนให้เพียงพอการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6–8ชั่วโมงด้วยกัน
จะช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมร่างกายหรือที่เรียกกันว่า ฮอร์โมนหนุ่มสาว
เวลาที่ฮอร์โมนชนิดนี้หลั่ง คือช่วงเวลาตั้งแต่ 4 ทุ่ม จนถึงตี5 และจะหลั่งออกมาดีที่สุด คือ
ช่วงเวลาเที่ยงคืนจนถึงตอนตี 1ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่หลับลึกที่สุด ดังนั้นจึงควรนอนก่อนตี1 เพื่อให้เราได้รับ Growth Hormone อย่างเต็มที่…

0

เราควรกินแอปเปิ้ลทุกวัน มีประโยชน์กว่าที่คิด

แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ยอดนิยมชนิด ที่หาทานได้ง่าย มีรสชาติอร่อยหอมหวานและยังอุดมไปด้วยประโยชน์อย่างมากมาย
และเป็นตัวเลือกในเรื่องช่วยลดน้ำหนักได้ดีอีกด้วย วันนี้เราจะมาแนะนำทำไมเราต้องกินแอปเปิ้ลทุกวันด้วย 5 เหตุผลดังต่อไปนี้
1. ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด
เป็นผลไม้ที่เหมาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานและผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาลในเลือด เพราะแอปเปิ้ลถึงจะมีน้ำตาลธรรมชาติทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ
มีโอกาสเกิดเบาหวานต่ำกว่าคนที่กินน้อย กับคนที่เป็นเบาหวานอยู่แล้ว และยังช่วยให้รู้สึกอิ่มนาน มีแคลอรี่น้อย แถมยังมีไฟเบอร์จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดด้วย
2. ช่วยลดคลอเลสเตอรอล
แอปเปิ้ลมีสารที่เรียกว่าเบต้าแคโรทีน วิตามินซีและเส้นใยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำช่วยในการย่อยอาหารจำพวกโปรตีนและไขมันและยังมีเพคตินจะคอยดักจับ
คลอเลสเตอรอลเหล่านั้นนำไปทิ้งก่อนจะถูกดูดกลับเข้าสู่ร่างกายเป็นการขจัดคลอเลสเตอรอล ออกไปอีกด้วย นำแนะให้กินแบบไม่ปอกเปลือกจะดีกว่า
3. ช่วยกระตุ้นการทำงานของทางเดินหัวใจ
มีการวิจับพบว่า คุณแม่ทำกำลังตังครรถ์ ควรทานแอปเปิ้ล เพราะมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งจะส่งผลดีให้กับปอดของคุณ
ซึ่งเมื่อปอดแข็งแรงก็จะช่วยให้ระบบการหายใจของคุณแม่และลูกในท้องดีขึ้น
4. แอปเปิ้ลส่งผลดีต่อสมอง
แอปเปิ้ลมีสารที่เรียกว่า อะเซทิลโคลีน ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างดี เพราะช่วยในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองให้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้และจดจำสิ่งต่าง ๆ
ได้ดีขึ้นอีกด้วย
5. ต่อสู่กับโรคมะเร็ง
ในแอปเปิ้ลแดงมีสารแอนโทไซยานิน มีหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มฟลาโวนอยด์อยู่ ซึ่งเจ้าสารต้านอนุมูลอิสระตัวนี้จะไปทำหน้าที่ขัดขวางการเติบโตของเซลล์มะเร็งในร่างกาย…

0

5 ประโยชน์ ของการออกกำลังกายด้วย “การกระโดดเชือก”

สำหรับใครที่เบื่อการออกกำลังกายแบบเดิมๆ แล้ว ขอแนะนำว่าให้ลองออกกำลังกายด้วยการกระโดดเชือกดู
เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงได้แล้ว ยังสามารถช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้นด้วย
ประโยชน์ของ “การกระโดดเชือก”
1. ช่วยลดน้ำหนัก
การกระโดดเชือก 1 ชั่วโมง สามารถเบิร์นแคลอรี่ได้มากถึง 1,300 กิโลแคลอรี่ ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ คือ การกระโดดเชือกต่อเนื่องกันเป็นเวลา 10 นาที
สามารถเผาผลาญพลังงานได้เทียบเท่ากับการวิ่ง 1.6 กิโลเมตรเลยทีเดียว
2. ฝึกสมาธิ ช่วยให้สมองได้พัฒนา ข้อมูลจากสถาบันการกระโดดเชือกของประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า การกระโดดเชือกสามารถช่วยพัฒนา
ทั้งสมองซีกซ้ายและซีกขวาทำให้สมองได้รับการพัฒนา เนื่องจากเวลาที่กระโดดเชือกเราจะมีสมาธิกับสิ่งที่ทำอยู่
3. ดีต่อหัวใจและหลอดเลือด งานวิจัยของ American College Sports Medicine พบว่า การกระโดดสามารถทำให้หัวใจเต้นแรง ปอดขยาย
ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้มากขึ้น ซึ่งนักวิจัยแนะนำให้กระโดดเชือกอาทิตย์ละ 3-5 ครั้ง ครั้งละ 12-20 นาทีเป็นอย่างต่ำ ก็จะช่วยให้ระบบหัวใจและปอดแข็งแรงมากขึ้น
และที่สำคัญเวลาทำกิจกรรมต่างจะรู้สึกเหนื่อยยากขึ้น
4. กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรง ด็อกเตอร์ Daniel Barry ผู้ช่วยศาสตราจาร์ยคณะแพทย์ศาสตร์ของ University of Colorado พร้อมทีมวิจัย พบว่า
การกระโดดเชือกเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรงมากที่สุด เนื่องจากการกระโดดเชือกเป็นการออกกกำลังกายที่ไม่รุนแรง และได้ใช้กล้ามเนื้อทั่วร่างกาย
5. ลดความเครียด หากใครที่กำลังมีปัญหาเครียดอยู่ ก็ขอแนะนำให้จัดการกับความเครียดด้วยการออกกำลังกายโดยการกระโดดเชือก
เพราะระหว่างที่กำลังกระโดดเชือกอยู่คุณจะรู้สึกผ่อนคลาย สนุก หายใจปลอดโปร่ง และโล่งมากยิ่งขึ้น
และถ้าหากเปิดเพลงประกอบตอนกำลังกระโดดเชือกก็จะยิ่งทำให้ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นด้วย…

0

5 เคล็ดลับดูแลหน้า สำหรับสาวๆ

แน่นอนว่า ผู้หญิง ยิ่งโตขึ้น ความรักสวยรักงาม หรือ ดูแลตัวเอง ก็มักจะเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยบริเวณที่ผู้หญิง
มักให้ความสนใจมากที่สุด คงหนีไม่พ้น ในส่วนของ ใบหน้า ที่เหมือนกระจกแรก เวลาที่คนอื่นเห็น
ท่ามกลางวิธีดูแลใบหน้าต่างๆ ที่เราพบเห็น อาจจะไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องที่สุด – ดังนั้นวันนี้เราจะมาบอกเคล็ดลับจริงๆ
ว่ามีอะไรบ้าง ชนิดที่ไม่ต้องเสียเงินให้แพง
ล้างหน้าให้สะอาดหมด
ก่อนล้มตัวลงนอนทุกครั้ง สาวๆ ต้องล้างหน้าให้สะอาดอยู่เสมอ โดยเฉพาะสาวคนไหนที่แต่งหน้า
ต้องเช็ดเครื่องสำอางออกให้เกลี้ยง จากนั้นให้ล้างหน้าตามขั้นตอนปกติอย่างถูกต้อง
และควรล้างหน้าให้สะอาดเช้าและเย็น เพียงเท่านี้ก็จะช่วยกำจัดสิ่งสกปรกไม่ให้อุดตันรูขุมขน
อันเป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้แล้ว เห็นมั้ยหละ ง่ายนิดเดียว
เลือกโฟมล้างหน้าที่เหมาะสมกับผิว
ปัจจุบันแน่นอนว่า ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าในปัจจุบันมีให้เลือกใช้มากมายหลายยี่ห้อ ดังนั้นเราอยากแนะนำให้สาวๆ
เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสมกับสภาพผิว อาทิเช่น ไม่ว่าจะเป็นเจล ครีม สบู่หรือโฟมล้างหน้า
สำหรับสาวผิวแห้ง ควรเลือกสูตรที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและใหความอ่อนโยนต่อผิว
ซับผิวหน้าเบาๆ
หลังจากล้างหน้าเสร็จแล้ว หลายคนอาจจะเผลอหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดถูผิวหน้าอย่างรุนแรง
แต่แบบนี้จะเป็นการทำลายผิวให้เกิดการเสียดสีและมีริ้วรอยง่ายขึ้น
ดังนั้นเราอยากแนะนำให้ซับหน้าด้วยผ้าขนหนูนุ่มๆ อย่างเบามือจะดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
และควรหมั่นเปลี่ยนผ้าขนหนูผืนใหม่ทุกสัปดาห์ เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกบ่มเพาะจนเกินไป
สครับผิวหน้า
หลังจากนั้นเราควรสครับผิวหน้าบ้าง สัปดาห์ประมาณ 1-2 ครั้ง เพื่อผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพแล้วให้หลุดออก
เผยผิวใหม่ที่สดใสและแข็งแรงกว่าเดิม เรียกได้ว่า เมื่อคนอื่นเห็น จนต้องเหลียวมองกันเลยทีเดียว ที่สำคัญ
ทำให้หน้าดแลดูอ่อนกว่าเยาว์ด้วย
ทาครีมบำรุงที่เหมาะกับผิว
นอกเหนือจาก โฟมแล้ว การเลือกทาครีมบำรุงผิวที่มีเหมาะสมกับสภาพผิวหน้าก็สำคัญไม่แพ้กัน เช่น
สาวผิวแห้งก็ควรเลือกครีมบำรุงชนิดเซรั่มหรือมอยส์เจอไรเซอร์เข้มข้น เพื่อการบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก…

0

วิธีหลีกเลี่ยงตนเองจากไขมันเทียม

ไขมันทรานส์ หรือไขมันที่มีลักษณะไม่เป็นไข พบได้ในอาหารและขนม เช่น เบเกอรี่ หรือ โดนัท ที่ใช้เนยขาว
เนยเทียม ครีมเทียม หรือมาการีน เป็นส่วนผสม และเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะเพิ่มระดับไขมันเลวลดไขมันดีในเส้นเลือด
ซึ่งนำไปสู่โรคหลอดเลือด โรคหัวใจ รวมถึงโรคเบาหวานอีกด้วย กรดไขมัน ทรานส์
เปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลของน้ำมันพืช เพื่อทำให้น้ำมันพืชสามารถคงสภาพแข็งตัวหรือกึ่งแข็งกึ่งเหลวและมีอายุเก็บไว้ได้นานกว่าเดิม
แต่เหตุผลที่ผู้ประกอบการหลายรายเลือกที่จะนำเจ้าไขมันทรานส์นี้มาใช้เพราะไขมันชนิดนี้เป็นไขมันที่มีลักษณะไม่เป็นไข
และสามารถทนกับความร้อนได้สูงได้ และยังเก็บไว้นานโดยไม่มีการแปรสภาพอีกด้วย
รวมทั้งให้รสชาติเหมือนกับไขมันที่ได้จากสัตว์และที่สำคัญที่สุด คือ ต้นทุนต่ำเพราะมีราคาถูก
เรียกว่าลงทุนน้อยแต่ได้กำไรเน้นๆ จึงทำให้ผู้ประกอบการต่างๆ
เลือกที่จะใช้ไขมันทรานส์นี้ในผลิตภัณฑ์หรืออาหารของตนนั่นเอง
ข้อเสียของไขมันทรานส์ คือส่งผลโดยตรงต่อระบบการทำงานของระบบเอนไซม์ในร่างกายของเรา
ทำให้ไขมันชนิดดีในร่างกายของเราลดลงหรือถูกทำลายไป
และเพิ่มจำนวนไขมันชนิดเลวให้แก่ร่างกายและยังไม่สามารถย่อยสลายได้ง่ายเนื่องจากเป็นไขมันแปรรูป
ซึ่งทำให้ตับของเราต้องทำงานหนักเป็นดับเบิลทวีคูณ และนั่นจึงนำมาซึ่งโรคหรืออันตรายจากไขมันทรานส์ เช่น
โรคอ้วน ภาวะความจำเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ได้มากกว่าผู้ที่ไม่รับประทานอาหารไขมันทรานส์,
เสี่ยงต่อการเกิดอาการจอประสาทตาเสื่อม,ทำให้นิ่วในถุงน้ำดีอักเสบ,อาจทำให้ผู้หญิงอยู่ในภาวะมีบุตรได้ยากขึ้น
วิธีหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ในอาหาร
1.งดรับประทานอาหารประเภททอดที่อุดมไปด้วยไขมัน โดยเฉพาะอาหารจำพวกจังก์ฟู้ด เช่น เฟรนซ์ฟรายส์,
แฮมเบอร์เกอร์, ขนมขบเคี้ยวต่างๆ รวมทั้งอาหารประเภททอดหรืออาหารที่มีส่วนผสมของมาร์การีน
2.เลือกรับประทานอาหารที่มีเปอร์เซ็นต์ไขมันทรานส์เป็น 0 หรือน้อยกว่า 0.5 กรัม
โดยการอ่านฉลากด้านหลังผลิตภัณฑ์ก่อนซื้อ
3. จำกัดปริมาณอาหารประเภทไขมัน โดยเฉพาะในอาหารที่มาในรูปของของไขมันแปรรูป
เพราะจะทำให้เราได้รับปริมาณไขมันทรานส์เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
นอกจากอาหารจังก์ฟู้ด เช่น เฟรนซ์ฟรายส์, แฮมเบอร์เกอร์, ขนมขบเคี้ยวต่างๆ
รวมทั้งอาหารประเภททอดไขมันทรานส์ ยังสามารถพบได้ในธรรมชาติ จากเนื้อสัตว์ประเภทเคี้ยวเอื้อง
แต่มักในอยู่สัดส่วนที่น้อยกว่า ไขมันทรานส์จากการเติมไฮโดรเจนหลายเท่า ส่วนในประเทศไทยนั้น
แนวทางที่อาจจะเกิดขึ้นได้เกี่ยวกับการจำกัดไขมันทรานส์ คือ
การกำหนดเกณฑ์ปริมาณไขมันอิ่มตัวสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการติดฉลากนี้ เช่นเดียวกับในหลายประเทศ…

0

เทคนิคการบำรุงสมองง่ายๆที่ทำได้ประจำวัน

สมองของคนเราเป็นอวัยวะที่ถูกใช้งานหนักอย่างมากในแต่ละวัน
เป็นศูนย์กลางในการสื่อสาร ควบคุมการทำงานส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
ในแต่ละวัน เราจะต้องเผชิญกับปัญหาการใช้ชีวิตการตัดสินใจความคิดต่าง ๆ
ที่จะต้องใช้สมองเป็นหลักเกณฑ์ในการทำงานโดยเฉพาะคนที่อยู่ในวัยทำงานที่จะต้องแบกรับความรับผิดชอบต่าง ๆ
ความคิด
การใช้งานสมองที่หนักตลอดตั้งแต่ช่วงเช้าไปจนถึงตอนเลิกงาน
และบางครั้งยังต้องกลับมาทำงานที่บ้านต่ออีกในตอนกลางคืน
ส่งผลให้บางครั้งปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ก็จะตามมา
ไม่ว่าจะเป็นอาการเหนื่อยล้าหรืออะไรต่างๆ
วันนี้เรามีเทคนิคการบำรุงสมองง่ายๆ ที่ทำได้ประจำวัน
1.การดื่มน้ำมากๆ
วิธีง่ายๆที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป นั่นคือการดื่มน้ำนี่เอง
เพราะน้ำจะช่วยฟื้นฟูและดูแลระบบสมอง เนื่องจากกว่า 80
เปอร์เซ็นต์ของสมองคนเราเต็มไปด้วยน้ำเป็นส่วนประกอบ
ควรจิบน้ำบ่อย ๆ ระหว่างวันเรื่อย ๆ
ยิ่งโดยเฉพาะการทำงานในห้องแอร์ที่มีอุณหภูมิต่ำและเย็นนั่นร่างกาย
ของเราอาจจะเกิดการสูญเสียน้ำได้เพื่อที่จะเพิ่มความปลอดโปร่งให้สมอง สดใส
และสามารถทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น
แต่ทั้งนี้ควรดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำตามอุณหภูมิห้องที่สามารถเข้าไปหล่อเลี้ยง
ระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้อย่างรวดเร็วมากกว่าน้ำเย็น
2.ไม่ลืมทานอาหารเช้าเสมอ
อาหารเช้าคืออาหารมื้อสำคัญที่สุด แต่หลายคนมักจะหลงลืม
หรือยุ่งจนมีเวลาจนลืมทานอาหารมื้อนี้เพราะการไม่ทานอาหารเช้านั้นส่งผลเสียอย่างมากกับร่างกาย
เนื่องจากจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารและน้ำตาล
ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ รู้สึกเหนื่อยล้า ไม่มีสติและสมาธิ
สมองไม่แล่น ตอบสนองช้า ดังนั้นควรที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่
3.หัวเราะบ่อยๆ
พูดแล้วคงไม่มีใครอยากจะเชื่อ
ว่าการหัวเราะนั้นจะเกี่ยวอะไรกับการบำรุงสมอง
แต่จริงๆแล้วการมีอารมณ์ขัน หัวเราะเฮฮา และยิ้มบ่อย ๆ
อาจจะหาหนังสือการ์ตูนมาไว้อ่านเล่น การดูหนังตลก
การคุยกับเพื่อนร่วมงานในเรื่องดี ๆ มีเสียงหัวเราะ การหัวเราะ ยิ้ม
และมีความอารมณ์ขันอยู่เป็นประจำจะช่วยเพิ่มความสุขในการทำงาน
มีพลังงานความคิดเชิงบวก ลดความเครียดและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.ฟังเพลงเบาๆ
การเลือกฟังเพลงเบาๆ แนวคลาสสิค
นั้นก็มีส่วนช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เพราะเสียงเพลงนั้นจะช่วยกระตุ้นเรื่องความจำและเพิ่มประสิทธิภาพใน
การทำงานของสมอง ลองเปิดเพลงคลาสสิคหรือแจ๊สฟังเบา ๆ ก่อนนอน
ตอนเช้าก่อนไปทำงาน หรือระหว่างในช่วงที่ทำงานสัก 20-30 นาทีรับรองเลยว่าคุณจะรู้สึกสงบ
ผ่อนคลายสามารถทำงานและคิดงานได้ดีมากยิ่งขึ้น
5.ไม่นอนดึก
การนอนดึกนั้นส่งผลเสียอย่างมากมายกับร่างกาย
เพราะฉะนั้นการพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง
เพื่อที่จะให้ระบบร่างกายและสมองสามารถที่จะทำงานได้อย่างเต็มที่และ
มีประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น
โดยการนอนหลับพักผ่อนนั้นควรที่จะนอนในสถานที่เงียบ
ไม่มีเสียงรบกวนเพื่อที่จะเพิ่มความเต็มอิ่ม…

0

อยากสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องให้รูปร่างดูดีต้องทำตามนี้

ใครๆ ก็คงอยากที่จะมีกล้ามเนื้อหน้าท้องกันทั้งนั้น เพื่อให้รูปร่างของตัวเองดูดีแต่การจะมีได้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องทำตามนี้กันอย่างเคร่งครัด
ก่อนอื่นเลยต้องบอกก่อนว่าคนเรามีความเชื่อที่ว่าถ้าออกกำลังกายหนักๆแล้วจะได้กล้ามเนื้อหน้าท้องแน่นๆ ได้ซิกซ์แพ็คที่ใครต่อใครต่างปรารถนา
แต่อันที่จริงแล้วมันก็ไม่ถูกต้องเสมอไปเพราะว่าถ้าหากออกกำลังกายกันแบบผิดวิธี ต่อให้หักโหมเท่าไหร่
กล้ามเนื้อหน้าท้องก็ไม่ขึ้นอย่างแรกจะต้องเกิดขึ้นจากการควบคุมอาหารการกินก่อน
นั่นก็เพราะว่าอาหารนี่แหละที่เป็นตัวที่นำเอาไขมันเข้ามาสู่ร่างกาย
ไขมันที่ร่างกายเผาผลาญไม่หมดก็จะไปสะสมรวมตัวกันอยู่ที่หน้าท้อง
เป็นสาเหตุที่ทำให้เราอ้วน ถ้าเกิดว่าไขมันสะสมเยอะมากขึ้นๆ
ไม่ว่าเราจะออกกำลังกายกันหนักขนาดไหนก็คงไม่ช่วยให้เห็นกล้ามเนื้อหน้าท้อง
ขึ้นมาได้ ดังนั้นการควบคุมอาหารจึงมีความสำคัญไม่แพ้กัน
การออกกำลังกายเพื่อหวังสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องจะต้องปรับท่าของการออกกำลังกายให้มีความหลากหลาย
นั่นเพราะว่าจะทำให้กล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณหน้าท้องนั้นได้ออกกำลังกันทุกส่วน
ซึ่งการออกกำลังกายก็ควรทำให้เหมาะสม ไม่หนักเกินไป ไม่เบาเกินไปทางที่ดีคือเราควรรู้ขีดจำกัดของร่างกายตัวเองเอาไว้ด้วย
การออกกำลังโดยเน้นไปที่หน้าท้อง เพื่อสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องทุกวันๆอันที่จริงมันก็เป็นเรื่องดี
แต่เราก็ไม่ควรที่จะหักโหมมากเกินจนทำให้ร่างกายบาดเจ็บให้ลองออกกำลังกายในส่วนอื่นควบคู่กันไปด้วยก็ได้
เพื่อลดไขมันที่เกาะอยู่ทั่วร่างกายในจุดต่างๆนี่ก็จะช่วยส่งเสริมให้กับรูปร่างของเราด้วยเหมือนกัน
โดยไขมันในร่างกายสำหรับผู้ชายนั้นไม่ควรเกิน 12 เปอร์เซ็นต์
ถึงจะเห็นซิกซ์แพ็ค ขณะที่ผู้หญิงนั้นไม่ควรเกิน 20 เปอร์เซ็นต์
จึงจะเห็นหน้าท้องที่แบนราบ
สำหรับท่าออกกำลังกายที่จะช่วยให้เกิดกล้ามเนื้อหน้าท้องนั้นก็มีหลายท่า
ซึ่งเบื้องต้นที่ใครหลายคนทราบกันดีก็คือการซิทอัพ
นอกเหนือจากนี้แล้วก็ยังมีท่าครันช์, ท่าสไปเดอร์ครอวล์, ท่าไซด์แพลงก์ ฯลฯ
ซึ่งการออกกำลังต่างๆ
เหล่านี้ต่างก็เป็นส่วนที่ช่วยเสริมสร้างให้กล้ามเนื้อหน้าท้องของเราแข็งแรงขึ้น
และถ้ามาควบคู่กับการควบคุมอาหาร ก็จะทำให้เห็นซิกซ์แพ็คชัดเจนขึ้นด้วย
นี่ก็คือเคล็ดลับเบื้องต้นที่จะช่วยให้เราเกิดกล้ามเนื้อหน้าท้องขึ้นมา
สิ่งสำคัญก็คือจะต้องมีระเบียบวินัย ไม่อย่างนั้นที่ทำมาก็คงไม่เห็นผลอะไรเลย…