Category: Uncategorized

0

มีไขมันหน้าท้องอยากขจัดให้หมดไป ควรต้องทำอย่างไรดี

หนึ่งในปัญหาเกี่ยวกับรูปร่างของคนส่วนใหญ่ก็คือการมีไขมันสะสมอยู่ที่หน้าท้อง
มันเป็นสิ่งที่อยากจะกำจัดออกไปจากร่างกายอย่างมาก แต่จะทำอย่างไรกันดี?

ก่อนอื่นมาเรียนรู้กันก่อนว่าไขมันในร่างกายนั้นมันมาจากอะไร
ไขมันในร่างกายโดยปกติก็จะมาจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละวัน
ซึ่งร่างกายของเรานั้นสามารถกำจัดแคลอรี่ออกไปได้เอง
แต่ก็แค่จำนวนหนึ่งเท่านั้น ส่วนที่เหลือซึ่งเผาผลาญไม่หมด
ร่างกายจะนำเอาไปเก็บสะสมเอาไว้ในรูปแบบของไขมัน
เป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนรู้สึกไม่ดี เพราะร่างกายของเราจะดูอ้วนไม่สมส่วน

การที่จะลดไขมันในร่างกาย เราไม่สามารถเลือกลดเฉพาะจุดได้เลย
ดังนั้นผู้ที่ต้องการจะลดไขมันที่หน้าท้องก็จำเป็นจะต้องเน้นไปที่การรับประทานอา
หารให้ถูกต้อง ควรที่จะใส่ใจให้มากกว่าเดิม เน้นอาหารที่มีโปรตีนสูง, ไฟเบอร์สูง,
ไขมันดี และพยายามหลีกเลี่ยงไขมันเลว
ถ้าเป็นไปได้ให้เน้นรับประทานผักให้ได้สักครึ่งหนึ่งของปริมาณอาหารที่รับประทา
นเข้าไป นั่นจะเป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพของเราด้วย

แม้ว่าการรับประทานอาหารจะดูเหมือนมีข้อจำกัดจุกจิก
แต่สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งเลยก็คือการอดอาหาร
เพราะการรับประทานอาหารที่น้อยจนเกินไปก็จะทำให้ร่างกายนั้นปรับสภาพมาอ
ยู่ในโหมดที่เน้นการสะสมไขมัน เราจึงควรรับประทานอาหารตามปกติ
แต่ใส่ใจกับมันให้มากขึ้นจะเป็นเรื่องดีที่สุด

การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายก็เป็นสิ่งที่มีส่วนด้ว
ยเช่นกัน เพราะร่างกายคนเราถ้าพักผ่อนน้อยก็จะหลั่งสารฮอร์โมนเครียดออกมา
เราจะรู้สึกหิว และเมื่อรู้สึกหิวก็จะเกิดอาการอยากรับประทานของหวานและไขมัน
นี่แหละเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดไขมันในร่างกายขึ้นมา

การออกกำลังกายก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดไขมันหน้าท้องให้กับเรา
ควรออกกำลังกายให้รู้สึกเหนื่อย ทำให้เป็นประจำจนติดเป็นนิสัย
ในระยะยาวจะช่วยให้หน้าท้องของเราแบนราบลงมาอย่างแน่นอน
ขณะที่การเข้าคลาสที่เน้นการบริหารส่วนกลางของลำตัว อย่างเช่นโยคะ
ในส่วนนี้ก็จะสามารถช่วยกระชับกล้ามเนื้อให้กับเราได้ด้วยเช่นกัน

สำหรับท่าออกกำลังกายที่จะช่วยให้หน้าท้องของเรากระชับขึ้นก็มีหลายวิธี
เช่นการออกกำลังด้วยท่าแพลงก์, ท่าปีนเขา, ท่าครันช์ หรือว่าท่ารีเวิร์สครันช์
ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่ช่วยเสริมสร้างความกระชับให้กับร่างกายของเราในบริเวณดั
งกล่าว เมื่อได้หน้าท้องที่แบนราบ ร่างกายโดยรวมของเราก็จะดูดีขึ้นมาด้วย

เมื่อได้เรียนรู้กันไปแล้วก็ลองนำไปปรับใช้กันดู
หวังว่าจะลดไขมันหน้าท้องกันได้ไม่มากก็น้อย…

0

คนทำงานออฟฟิศควรต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีตามนี้

ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ก็ต้องนั่งทำงานกันที่ออฟฟิศ
แน่นอนว่าในระยะยาวแล้วมันก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพพอสมควร
ดังนั้นจึงควรต้องดูแลสุขภาพกันให้ดีๆ ด้วย

หลายคนคงจะเคยได้ยินคำว่าออฟฟิศซินโดรมกันมาแล้ว
มันคืออาการที่จะเกิดขึ้นเมื่อเรานั่งทำงานกันที่ออฟฟิศนานๆ
โดยที่ไม่ได้มีการดูแลสุขภาพอย่างถูกต้อง
มันจะนำมาซึ่งผลเสียต่อร่างกายของเรามากมาย
ซึ่งในเมื่อรู้ว่ามันแย่ขนาดนี้ก็ควรที่จะปรับแก้ไขให้มันถูกต้อง
เพราะนอกจากจะทำให้มีสุขภาพดีแล้ว
ยังจะช่วยให้การทำงานของเรามีประสิทธิ์ภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

เริ่มแรกเลยก็คือเรื่องของท่านั่ง บ่อยครั้งที่การนั่งทำงานนานๆ
จะทำให้เราเผลอนั่งในท่าที่ไม่ถูกต้อง และเมื่อนั่งท่านั้นไปนานๆ
ก็จะส่งผลเสียต่อหลัง ทำให้กล้ามเนื้อปวดเมื่อย ในระยะยาวไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน
ดังนั้นก่อนที่จะดูแลสุขภาพด้านอื่น ให้ใส่ใจเรื่องท่านั่งเอาไว้ก่อนเลย
โดยไม่ก้มหน้าจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ ให้ความสูงของระดับเก้าอี้พอดีๆ
ส่วนสะโพกและขาให้ตั้งฉากกัน
เช่นเดียวกับข้อศอกต้องตั้งฉากกับลำตัวด้วยในขณะนั่งทำงาน

และเมื่อนั่งไปสัก 2 ชั่วโมงก็ให้ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย เปลี่ยนท่าทางบ้าง
เพื่อที่จะได้ให้เลือดในร่างกายได้หมุนเวียน ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง
เพราะว่าการนั่งอยู่กับที่นานๆ
จะทำให้เราเกิดอาการเมื่อยล้าเป็นอย่างมากโดยไม่รู้ตัว

เรื่องสุขภาพสายตาก็เป็นสิ่งสำคัญ
เราควรปรับความสว่างของหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้พอดีๆ
ไม่สว่างหรือว่ามืดจนเกินไป ขณะที่การทำงานนอกเวลาหรือโอที
ไม่ควรให้ไฟในออฟฟิศมืดจนเกินไป ถ้าหากว่าไฟในบริเวณใกล้เคียงถูกปิดอยู่
และเรารู้สึกว่าแสงไม่เพียงพอต่อการนั่งทำงานจริงๆ ก็อย่าได้เกรงใจค่าไฟบริษัท

เพราะสุขภาพสายตาของเราก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน
ให้เปิดจนได้ระดับความสว่างที่พอเหมาะไปได้เลย

การดื่มน้ำบ่อยๆ ก็เป็นอีกเรื่องที่หลายคนอาจจะมองข้าม
เพราะว่าน้ำถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากต่อร่างกายของเรา
โดยเฉพาะการที่ช่วยให้สมองของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพมากขึ้น
ดังนั้นจึงควรพกน้ำดื่มเอาไว้ข้างๆ โต๊ะอยู่ตลอดเวลา
เพราะเชื่อเถอะว่าถ้าเราทำงานติดลม เราคงไม่อยากจะลุกไปดื่มน้ำอยู่เรื่อยๆ
เป็นแน่

สุดท้ายก็คือเรื่องของความสะอาดของโต๊ะทำงาน
ไม่จำเป็นต้องรอให้แม่บ้านประจำบริษัทมาดูแล เพราะอะไรที่เราทำได้ก็ทำไปเลย
เพื่อที่โต๊ะทำงานของเราจะได้ไม่เป็นที่สะสมของเชื้อโรคสิ่งสกปรกต่างๆ

ทั้งหมดนี้ก็คือวิธีดูแลสุขภาพสำหรับคนทำงานออฟฟิศทุกคน
หวังว่าจะนำไปปรับใช้กันเพื่อให้ชีวิตมีคุณภาพมากขึ้น…

0

การรักษาสิวที่เหมาะสมในระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันออกไป

ขึ้นชื่อว่าสิว ใครๆ ก็คงไม่อยากเป็น แต่ถ้าเกิดว่าเป็นขึ้นมาแล้วมันก็ช่วยไม่ได้
คงต้องหาวิธีรักษา
และนี่ก็คือการรักษาสิวที่เหมาะสมในระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันออกไป

เริ่มต้นกันที่สิวระดับที่ไม่รุนแรงมาก
โดยทั่วไปแล้วมันสามารถหายได้เองโดยที่ไม่ต้องไปรักษาตามคลินิก
อย่างแรกเลยก็คือต้องหมั่นรักษาความสะอาดบนใบหน้า
เพื่อที่สิวจะได้ไม่อักเสบลุกลามไปมากกว่านี้
จากนั้นก็ใช้ยาทาสิวมาทาให้ทั่วในบริเวณที่เป็นสิว วันละ 2 ครั้ง
คือตอนเช้าและก่อนนอน

ในระหว่างนี้พยายามหลีกเลี่ยงครีมบำรุงผิวหรือว่าเครื่องสำอางที่ไขมัน
เพราะอาจทำให้สิวที่ไม่รุนแรงกลายเป็นเลวร้ายขึ้นมาได้
ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสิวในระดับนี้มันสามารถที่จะหายเองได้ถ้าเรามีวิธีดูแลรักษาในเ
บื้องต้นที่ถูกต้อง

สำหรับสิวในระดับต่อไปซึ่งถือว่ามีความรุนแรงระดับปานกลาง
นอกเหนือจากยาทาที่เราใช้แล้ว
เราอาจจะต้องเพิ่มยาแบบที่ใช้รับประทานเข้าไปด้วย
ในส่วนนี้ควรต้องปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีรักษาที่เหมาะสม
ขณะที่สิวบนใบหน้าถ้าหากว่าเริ่มมีหนองจนมีขนาดใหญ่มากขึ้น
ควรระบายให้หนองออกมา
ซึ่งในขั้นตอนนี้ควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นคนจัดการ

สุดท้ายถ้าหากว่าสิวมีความเลวร้ายในระดับรุนแรง อย่าได้กังวลไป
เพราะว่ามันมีวิธีรักษาให้หายกลับมาเป็นปกติได้ สำหรับผู้ที่เป็นสิวในระดับนี้
เชื่อว่าหลายคนคงมีสภาพจิตใจที่ไม่ค่อยดีนัก ขาดความมั่นใจ
เพราะใบหน้าของตนเองไม่ได้เกลี้ยงเกลาเหมือนกับคนทั่วไป
แต่ก็ให้มั่นใจเถอะว่ามันเป็นได้ก็ต้องหายได้ ถ้ามีวิธีดูแลรักษาอย่างถูกต้อง

ก่อนอื่นต้องทำใจยอมรับก่อนว่าการรักษาสิวในระดับนี้จำเป็นจะต้องใช้เวลาในกา
รรักษาค่อนข้างนาน โดยนอกเหนือไปจากยาที่ใช้ทาแล้ว
แพทย์อาจจะจ่ายยาปฏิชีวนะมาให้รับประทานด้วย
ซึ่งผลข้างเคียงของมันก็มีอยู่บ้าง ให้รับฟังคำแนะนำจากแพทย์โดยละเอียด
เพื่อที่จะได้ปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง

ขณะที่การรักษาทางด้านกายภาพควบคู่ไปด้วยก็มีเช่นกัน โดยจะมีการกดสิว
เพื่อระบายเอาหัวสิวที่คั่งค้างอยู่ภายใต้ผิวหนังออกมา
ในกรณีที่ไม่มีรูเปิดให้สามารถกดสิวออกมาได้
แพทย์จะทำการเจาะโดยใช้เข็มหรือว่าเลเซอร์ จากนั้นก็ค่อยกดออกมา
โดยในขั้นตอนนี้ควรมั่นใจว่าทำหัตถการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ไม่เช่นนั้นผิวหน้าอาจจะอักเสบขึ้นหนักกว่าเดิม
หรืออาจจะทำให้สิวถูกดันจนลึกลงไปแทนก็ได้

นอกจากนี้ก็ยังมีการฉีดสิวที่จะช่วยรักษาให้ระดับความรุนแรงลดลงมา
โดยแพทย์จะฉีดสเตียร์รอยด์เข้าไปที่ใต้หัวสิว
อาการอักเสบจะลดลงเร็วอย่างเห็นได้ชัด แต่มันก็มีความเสี่ยงเล็กน้อย
เพราะอาจจะทำให้ผิวหนังของเราในบริเวณนั้นเป็นรอยบุ๋มลงไปก็ได้
เราจึงต้องแน่ใจว่าได้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้วจริงๆ เท่านั้น

นี่แหละคือแนวทางการรักษาสิวในระดับความรุนแรงต่างๆ
ถ้ารักษาได้อย่างถูกต้อง ก็มั่นใจได้เลยว่าสิวหายแน่นอน…

0

เคล็ดลับดูแลผิว

เริ่มจาก น้ำตาล เพราะหารู้ไม่ว่า น้ำตาล มีประสิทธิภาพในการผลิตเซลล์ผิวค่อนข้างดี
โดยเราสามารถผสมน้ำตาลทรายขาว เข้ากับ น้ำตาลทรายแดง ได้อย่างละเท่าๆกัน
ต่อด้วยผสมน้ำสะอาดอีกเพียงเล็กน้อย จากนั้นให้นำมาขัดหรือนวดเบาๆ บริเวณผิวหน้าประมาณ 5 นาที
ก่อนที่จะล้างออกด้วยน้ำอุ่น ว่ากันว่าวิธีนี้จะทำให้เซลล์ผิวที่ตายแล้ว กลับมาอ่อนเยาว์โกงอายุกว่าเดิม
ต่อมา คือ มันฝรั่ง นอกจากมันฝรั่งจะเป็นหนึ่งในอาหารที่อร่อยแล้ว รู้หรือว่า ยังดีต่อผิวเช่นกัน
โดยเราสามารถนำน้ำฝรั่งดิบๆ มามาร์กบนใบหน้าได้ จากนั้นรอประมาณ 5 นาที ให้แห้ง
แล้วค่อยน้ำน้ำอุ่นๆมาล้างออก ว่ากันว่าจะทำให้เราลดความหมองคล้ำได้ รวมถึงเรื่องสิวด้วย
ต่อด้วย น้ำผึ้ง แน่นอนว่า น้ำผึ้ง เป็นหนึ่งในของดีจากธรรมชาติ ดังนั้น ก็เป็นประโยชน์แน่นอน
โดยช่วยบำรุงให้ผิวเราสวยดูมีออร่าได้ ดว้ยวิธีง่ายๆ เพียงแค่นำน้ำผึ้งที่ได้มา ผสมกับผงอบเนย
แล้วทาลงบริเวณใบหน้าให้หนาๆ ประมาณ 15-20 นาที จากนั้นล้างออก เชื่อได้เลยว่า
เราจะรู้สึกถึงความเปล่งปลั่งมากกว่าเดิม
ต่อมาเป็น มะนาว เป็นหนึ่งในวิธีที่คนเลือกใช้มากที่สุด เพราะมะนาว มีคุณสมบัติที่ทำให้ผิวเราขาวขึ้นได้
โดยเราสามารถนำน้ำมะนาวคั้นสดมาทาบางๆ ทั่วใบหน้า ต่อด้วยการนำเปลือกมะนาวมาถูเบาๆ ราว 5-7 นาที
ก่อนล้างออกด้วยน้ำเปล่า นอกจากทำให้ขาวขึ้นแล้ว ยังทำให้ผิวดูนุ่มขึ้นอีกด้วย
ปิดท้ายกันที่ มะเขือเทศ เป็นหนึ่งในวิธีที่คุ้นเคยกันดีเช่นกัน โดยเราสามารถนำน้ำมะเขือเทศ
มาผสมกับนมเปรี้ยวและข้าวโอ๊ต ต่อด้วยนำมามาร์กบนใบหน้า ประมาณ 15-20 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำเย็ยๆ
ว่ากันว่าสูตรไม่ลับแบบนี้ จะช่วยให้ผิวพรรณเราดูเปล่งปลั่ง มีออร่า แถม ยังลดรอยดำต่างๆได้ด้วย เรียกได้ว่า
วิธีง่ายๆนี้ ทำให้เราดูหล่อและสวยขึ้นเป็นกองเลยทีเดียว
สีผิวของเรานั้น เกิดขึ้นจากการที่เมลาโนโซมในเซลล์เมลาโนไซต์ที่อยู่ชั้นล่างสุดของผิวหนังชั้นกำพร้า
ผลิตเม็ดสีเมลานิน แล้วส่งผ่านขึ้นมาสู่ผิวหนังกำพร้าชั้นบนสุดจนกระจายตัวเห็นเป็นสีผิว และสาเหตุหลัก ที่สำคัญ
ซึ่งทำให้เรามีผิวคล้ำขึ้นได้ คงหนีไม่พ้นเจ้ารังสี UV เนื่องด้วยธรรมชาติของผิวมนุษย์จะปรับ
ตัวให้คล้ำขึ้นเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางแสงแดดและรังสี UV ทั้งนี้เพื่อป้องกันตัวให้ผิว แต่หากต้องตากแดด เป็นเวลานานๆ
เซลล์ผิวเราอาจไม่สามารถสร้างการป้องกันได้ทันหรือมากพอ ก็จะทำให้รังสี UV เข้า
ทำลายผิวและก่อให้เกิดปัญหาผิวตามมา แถมยังเป็นตัวการทำให้ระดับวิตามิน A E และสารต้านอนุมูลอิสระ
ในร่างกายเราลดลง ผลที่มองเห็นได้คือการที่ผิวเปลี่ยนสี ตั้งแต่สีผิวหมองคล้ำไม่ขาวใส ตลอดไปถึง
สีแทนคล้ำจนไหม้ หรือเกิดการ ระคายเคืองที่ผิวจนแดง หรือแสบ ซึ่งอาจเกิดได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลัง การออกแดด
ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นแต่อาจมองไม่เห็นก็คือรอยย่นบนผิวหนัง หรืออาจถึงขั้นเป็นมะเร็ง ผิวหนังได้ เนื่องจากรังสี UV
เข้าทำลายผิวซ้ำๆ หลายครั้ง หรือเป็นเวลานานจนเกินไป ทีนี้เมื่อทราบ อันตรายจากรังสี UV กันแล้ว
ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง เพื่อนๆ ควรปกป้องผิวด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ ที่มี UV Protection
รวมถึงมีส่วนผสมจากสารสกัดธรรมชาติที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV อาทิ สารสกัดจากผงไข่มุก
ซึ่งจะช่วยให้ผิวของเพื่อนๆ ขาวใสเปล่งประกายได้ตลอดโดยไม่ต้องกลัวการ ออกแดดอีกต่อไป…

0

ตำลึง ผักริมรั้ว ยั่วน้ำลายไหล

ตำลึง เป็นผักพื้นบ้านของไทยที่หากินได้ทุกหัวระแหง
ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นตำลึงขึ้นพันไม้อื่นหรือไม่ก็ขึ้นตามริมรั้วจะเรียกผักริมรั้วก็คงไม่ผิด
ปกติบ้านใครมีที่มีทางก็แทบไม่ต้องซื้อหาให้เปลือง
แต่ถ้าอยู่ในเมืองลองไปเมียงมองแถวตลาดสด รับรองไม่ผิดหวัง
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นผักที่ขึ้นเหมือนหญ้าไม่ค่อยมีใครสนใจก็อย่าด้วยตัวเองได้ แต่ ตำลึง
เป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก โดยเฉพาะสารเบต้าแคโรทีน
ที่ช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง และโรคหัวใจขาดเลือด
นอกจากนี้ ตำลึง ยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์สูงเช่น แคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน, ฟอสฟอรัส เหล็ก
ไนอาซิน วิตามินซี และอื่น ๆแถมยังมีเส้นใยอาหารที่สามารถช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรค
มะเร็งในกระเพาะอาหารอีกด้วยส่วนในตำรับตำรายาแผนโบราณของไทย ตำลึง
ถือเป็นยาเย็น ใบช่วยขับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้อาการแพ้ อักเสบแมลงมีพิษกัดต่อย แก้แสบคัน เจ็บตา ตาแดงและตาแฉะ
แก้โรคผิวหนัง รวมถึงลดน้ำตาลในเลือด
เท่านั้นไม่พอ รากตำลึง ยังช่วยแก้ดวงตาเป็นฝ้า ลดความอ้วน แก้ไข้ทุกชนิด ดับพิษทั้งปวง ฝนทาภายนอก
แก้ฝีต่างๆ แก้ปวดบวม แก้พิษร้อนภายใน แก้พิษแมลงป่องหรือตะขาบต่อย ขณะที่ ต้นตำลึง ช่วยกำจัดกลิ่นตัว
และรักษาเบาหวานเปลือกรากตำลึง เป็นยาถ่าย ยาระบาย ขยับไปที่ เถาตำลึง
ช่วยแก้ฝี ทำให้ฝีสุก แก้ปวดตา แก้โรคตา แก้ตาฝ้า ตาแฉะแก้พิษอักเสบจากลูกตา ดับพิษร้อน ถอนพิษ เป็นยาโรคผิวหนัง
และแก้เบาหวานขณะที่ ใบตำลึง เป็นยาพอกรักษาผิวหนัง รักษามะเร็งเพลิง
แก้ท้องอืด แก้ท้องเฟ้อ แก้จุกเสียด แก้หืดรักษาผื่นคันที่เกิดจากพิษของหมามุ้ย ตำแย บุ้งร่าน
ใช้เป็นยาเขียว แก้ไข้ ดับพิษร้อน ถอนพิษทั้งปวง
แก้ปวดแสบปวดร้อน ถอนพิษคูน แก้คัน แก้แมลงกัดต่อย
แก้ไข้หวัด แก้พิษกาฬ แก้เริม แก้งูสวัด ปิดท้ายที่ ผลตำลึง
ช่วยแก้ฝีแดง
สรุปแล้ว ตำลึง เป็นทั้งผักท้องถิ่น และสมุนไพรชั้นยอด
ที่คอยช่วยร่างกายทำลายความผิดปกติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น
หากบริโภคได้ทุกวันรับรองไม่มีป่วย แถมยังเพาะพันธุ์ง่าย
แค่ปลูกทิ้งๆ ไว้ ไม่ช้าไม่นานผลิยอดเลื้อยไปทั่วริมรั้ว ไม่ต้องรดน้ำ
ส่วนการนำ ตำลึง มาปรุงเป็นอาหาร
นิยมนำไปลวกและนึ่งเป็นผักจิ้มกับน้ำพริก
หรือนำไปปรุงเป็นแกงเลียง แกงจืด
บางท้องถิ่นชาวบ้านนำผลอ่อนของตำลึงไปดอง
และนำไปรับประทานกับน้ำพริก หรือปรุงเป็นแกงได้ด้วย…

0

6 เหตุผลที่ทำให้คุณอยากทานกล้วยวันละ 2 ลูก

การเกิดเป็นคนไทยนี้ช่างโชคดีจริง ๆ
เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เจอผลไม้น่าทานเต็มไปหมด และ กล้วย
ก็เป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่มีรสชาติอร่อย แถมมีประโยชน์ต่อร่างกายอีก
ซึ่งการทานกล้วยวัน 2 ลูก นั้นส่งผลดีต่อสุขภาพเรามากแค่ไหน
จะมีอะไรบ้างนั้นมาดูกันเลย
1. เติมพลังงานให้ร่างกาย
กล้วยเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ แต่กลับมีคาร์ดบไฮเดรตต่ำ
จึงเป็นแหล่งของพลังงานชั้นยอด แนะนำให้ทานก่อนที่จะไปออกกำลังกาย
เพราจะช่วยให้ร่างกายมีแรง และ กระปรี้กระเปร่า
2. ช่วยควบคุมความดันโลหิต
กล้วย เป็นผลไม้ที่เหมาะกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากมีโซเดียมต่ำ
และมีโพแทสเซียมที่สูง จึงช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนั้นยังสามารถช่วยลดอาการบวดน้ำได้ด้วย

3.แก้อาการท้องผูก
แพทย์แผนไทยแนะนำว่า กล้วยน้ำว้าสุก
จะช่วยให้ระบบขับถ่ายกลับมาทำงานอย่างเป็นปกติ
เนื่องจากกล้วยมีเส้นใยอาหารอยู่เป็นจำนวนมาก
และช่วยแก้อาการท้องอืดได้เป็นอย่างดี
4. ลดอาการกรดไหลย้อน
เพียงแค่ทานกล้วยน้ำว้าเป็นประจำ จะช่วยให้อาการกรดไหลย้อนลดลง
จนหายขาดไปในที่สุด และควรเป็นกล้วยน้ำว้าที่พึ่งสุกใหม่ ๆ
แม้รสชาติจะอร่อยสู้กล้วยสุกไม่ได้
แต่รับรองว่าประโยชน์ที่ได้รับคุ้มค่ากับการยอมทานแน่นอน
5. ป้องกันโลหิตจาง
ธาตุเหล็กที่มีอยู่ในกล้วยจะทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นการผลิตฮีโมโกลบินในเลือดได้เป็นอ
ย่างดี
6. ลดความเครียด
กล้วยมีสาร ทริปโตแฟน เป็นส่วนประกอบ ซึ่งสาร ทริปโตแฟน
จะถูกร่างกายเปลี่ยนเป็นสาร ซีโรโทนิน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย
นี้จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมคุณถึงต้องทานกล้วยวันละ 2 ลูกเป็นประจำ
แต่ถ้าใครที่เบื่อการทานกล้วยเป็นลูก ๆ แล้ว แนะนำให้นำมาดัดแปลงเป็นเมนูต่าง ๆ
ได้คะ…

0

5 ของใช้ติดบ้าน ช่วยขจัดปัญหาผิวแตกลาย

ผิวแตกลาย ถือเป็นปัญหาที่สร้างความรำคาญใจให้สาว ๆ
เป็นอย่างมาก
หลายคนก็ตัดสินใจไปทำเลเซอร์เพื่อที่จะทำให้ผิวกลับมาเนียนสวยเหมือน
เดิม แต่สาว ๆ บางคนที่งบไม่ถึง ก็ยังต้องเจอกับปัญหาเหล่านี้ต่อไป
เราจึงจัด 5 ของใช้ติดบ้าน ที่ช่วยลดรอยแตกลายของผิว มาให้สาวๆ
งบน้อยได้นำไปใช้กัน
1. มะนาว
นำมะนาวมาทาทิ้งบริเวณที่มีรอยแตก แล้วทิ้งไว้ประมาณ 10-15
นาที แล้วค่อยล้างออก
กรดที่มีอยู่ในน้ำมะนาวจะช่วยลดรอยแตกลายของผิวได้
นอกจากนั้นยังช่วยลดรอยแผลเป็นได้ด้วย
2. ว่านหางจระเข้

นำวานหางจระเข้มาปอกเปลือกออกให้หมด
จากนั้นนำไปล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาพอกไว้ตรงบริเวณที่มีรอยแตก 5-
10 นาที เมื่อครบแล้วจึงนำน้ำอุ่มาล้างออกให้สะอาด
สำหรับคนที่หาว่านหางจระเข้สดไม่ได้
ก็สามารถใช้เจลว่าหางจระเข้แทนได้ วิธีการก็เหมือนกับที่กล่าวมา
แตกต่างกันที่ไม่ต้องล้างออก สามารถทาทิ้งไว้ได้เลย
3. มันฝรั่ง
มันฝรั่งที่เราชอบกินนั้นสามารถนำมาใช้ลดรอยแตกลายได้
เพียงแค่นำมันฝรั่งไปล้างให้สะอาด แล้วนำมาฝานเป็นแผ่น ๆ
แล้วนำมาถูบริเวณที่มีรอยแตก ทิ้งไว้สักพักจนผิวรู้สึกแห้ง
จึงค่อยนำน้ำอุ่นมาล้างออก
4. ไข่ขาว
วิธีการก็ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก ก่อนอื่นให้แยกไข่ขาวออกจากไข่แดงก่อน
จากนั้นก็นำไข่ขาวมาพอกทิ้งไว้ตรงบริเวณที่มีรอยแตก ทิ้งให้แห้ง
แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาด
กรออะมิโนและโปรตีนในไข่ขาวจะช่วยทำให้ผิวของเรากลับมาเนียนสวย
ได้อีกครั้ง
5. น้ำมันมะกอก
ขั้นตอนแรกให้ทำน้ำมันมะกอกให้อุ่น
จากนั้นก็นำมานวดตรงบริเวณผิวที่มีรอยแตก นวดไปเรื่อยๆ
จนน้ำมันซึมเข้าผิว ทาทิ้งไว้ได้เลยโดยไม่ต้องล้างออก คุณก็จะได้ผิวสวย
ๆ ของคุณคืนมา…

0

4 เครื่องดื่มใน 7-11 อัพผิวสวยปิ๊งออร่าราคาหลัก 10

หลายคนพยายามทำหลายวิธีเพื่อที่จะให้มีผิวที่ขาวใส ทั้งทาผิว
ฉีดผิว
แต่รู้หรือไม่ว่าการกินอาหารที่มีประโยชน์ก็ช่วยให้ผิวขาวอย่างเป็นธรร
มชาติ นอกจากนั้นยังมีเครื่องดื่มที่สามารถช่วยบำรุง
ฟื้นฟูผิวพรรณของเราให้ขาว กระจ่างใส เปล่งปลั่ง
ที่หาซื้อได้ง่ายเพียงแค่คุณสาวๆเดินเข้าไปใน 7-11
เท่านั้นจะมีเครื่องดื่มอะไรบ้างไปดูกันเลยย !
1.sappe บิวติ ดริ้งค์ คอลลาสกิน

สำหรับสาวๆคนไหนที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง ทำงานหนัก เครียด
อดนอน ลองทานตัวนี้ดูค้ะ
เพราะจะช่วยในเรื่องสร้างเส้นใยผิวให้มีความยืดหยุ่น
ช่วยให้ผิวเก็บกักความชุ่มชื่น ช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์เต่งตึง
ผิวพรรณสดใสจากภายใน
เปล่งประกายออกมาสู่ภายนอกให้ผิวดูอ่อนเยาว์

2. tofusan น้ำเต้าหู้

ดูเผินๆแล้วดูเหมือนน้ำเต้าหู้ธรรมดาทั่วไป แต่เดียวก่อนค่ะ
เพราะน้ำเต้าหู้อันนี้ไม่ผสมนมผง ไม่ผสมน้ำมันพืช ไม่ผสมวัตถุกันเสีย
แถมยังให้วิตามอน ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูสดใสยิ่งชขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีสารต้านอนุมูลอิสระนามอีกด้วย

3. C-vitt วิตามิน

เป็นเครื่องดื่มที่ผสมวิตามินซี ซี-วิต ซึ่งมีปริมาณวิตามินซีมากถึง 120
มิลลิกรัมต่อขวดเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและเพิ่มความสดชื่น
ซึ่งวิตามินซี จะมีส่วนช่วยให้ผิวพรรณของเราขาวนวลเนียน สดใส
เปล่งปลั่ง

4. pink กลูต้า คอลลาเจน

ตัวสุดท้ายนี้เป็นกลูต้าและคอลลาเจน ผสานกับวิตามินซีและอี
และน้ำองุ่นขาวที่ให้รสชาติหอมอร่อย ทำให้ผิวเรียบเนียนสวย

ไร้ริ้วรอย
อีกมีวิตามินที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและเสริมสร้างเน้อเยื้อคอลลาเจนอี
กด้วย…

0

อะโวคาโด ผลไม้สารพัดประโยชน์

 

อะโวคาโดอาจไม่ใช่่ผลไม้ที่เป็นที่นิยมมากนักในเมือไทย ทว่าเจ้าผลไม้ชนิดนี้มีประโยชน์กับร่างกายคนเรามากมาย โดยอะโวคาโดเป็นผลไม้ที่มีผิวขรุขระรูปร่างดูแปลกตาไปจากผลไม้ชนิดอื่นๆในเมืองไทย หากสุกจะมีสีดำ แต่ถ้าเนื้อด้านในหากสุกแล้วจะมีสีเขียว ซึ่งเนื้อของอะโวคาโดนั้นนุ่มคล้ายกับเนย

 

สำหรับรสชาติของอะโวคาโดก็คล้ายกับเนยที่ถูกผลิตมาจากนมวัว โดยถิ่นกำเนิดของมันอยู่ที่โซนอเมริกาใต้จัดเป็นไม้ประเภทยืนต้น สำหรับผลของอะโวคาโดนั้นสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง แต่ก็มีราคาที่สูง เพราะว่าหาได้ยากอีกทั้งยงหากินไม่ง่ายเลยในเมืองไทย แต่ช่วงหลังเทนรด์สุขภาพที่กำลังมาแรงทำให้อะโวคาโดเริ่มเป็นที่นิยมของคนรักสุขภาพจนเริ่มมีวางจำหน่ายมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน

 

อะโวคาโดนั้นช่วยในเรื่องของความงาม สุขภาพ และการลดน้ำหนักที่ทำหน้าที่ได้ดี โดยปริมาณไขมันในอะโวคาโดมีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งอะโวคาโดหนึ่งลูกจะมีไขมันอยู่ประมาณ 100 กรัมอย่างน้อย แต่ก็จัดว่ามากกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆพอสมควรเลยทีเดียว ซึ่งเจ้าไขมันตัวนี้ แม้จะถูกเรียกว่าไขมัน แต่ก็เป็นส่วนที่ทานแล้วไม่ทำให้อ้วนอีกทั้งยังช่วยเพิ่มไขมันตัวดีที่ร่สงกายมนุษย?ต้องการได้อีกด้วย นอกจากนี้อะโวคาโดยังมีโปรตีนสูง และมีกรดอมิโนที่จำเป็น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

 

สำหรับสารอาหารในอะโวคาโดมีมากมายเหลือเกินจึงไท่น่าแปลกที่มันจะราคาแพงในท้องตลาด โดยสารอาหารต่างๆที่อยู่ในผลอะโวคาโดประกอบไปด้วย วิตามินเอ รวมถึงเบต้าเคโรทีน โดยจะเป็นส่วนที่ช่วยในเรื่องของการบำรุงสายตา นอกจากนี้ยังมีวิตามินบี ช่วยในเรื่องป้องกันโรคเหน็บชา และช่วยรักษาโรคปากนกกระจอกที่เกิดจากการขาดวิตามินได้อีกด้วย ส่วนวิตามินซีในอะโวคาโดนั่นสามารถป้งอกันโรคไข้หวัดต่างๆรวมถึงโรคเลือดออกตามไรฟัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโรคทื่คนไทยเป็นกันเยอะ

 

นอกจากนี้ในผลอะโวคาโดยังมีโฟเลสที่ปริมาณสูงทำให้เหมาะสำหรับสตรีมีครรถ์ โดยโฟเลสเป็นสารอาหารอย่างหนึ่งที่สำคัญสำหรับสตรีมีครรถ์ที่จะช่วยห้การเจริญเติบโตของทารกที่อยู่ในท้องมีพัฒนาการที่ดีขึ้นยิ่งไปกว่านั้นอะโวคาโดยังมีวิตามินอี และสารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระทำให้ไปช่วยเรื่องของระบบเซลในร่างกายคนพร้อมยังช่วยลดอัตรความเสี่ยงที่จะเกิดเซลมะเร็งได้อีกด้วยพร้อมกับทำให้ผิพรรณดูอ่อนวัยในเวลาเดียวกัน

 

 

 …

0

รู้จักนมผึ้งกันไหมนะ ดีต่อผิวพรรณอย่างไร ไปดูกัน

นมผึ้ง อาจจะคุ้นชื่อกันอย่างดี ซึ่งในยุคปัจจุบันนี้ นมผึ้งได้มีการนำนมผึ้งมาสกัดเป็นเม็ด หรือมาเป้นส่วนผสมในครีมบำรุงผิว ซึ่งไว้สำหรัทาหน้า หรือรับประทานเพื่อบำรุงผิวพรรณ  ความเข้าใจขชองนมผึ้งนั้นไม่ใช่นมของผึ้ง เพราะผึ้งไม่ใช่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่นมผึ้งคือสารอาหารของผึ้งที่ผลิตขึ้นมาใช้เลี้ยงดูตัวอ่อน ๆ ซึ่งมีสารอาหารที่ครบถ้วน และช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ดังนั้นมนุษย์จึงมีการนำนมผึ้งมาผลิต และใช้ในการบำรุงผิวพรรณและร่างกาย

ซึ่งนมผึ้งนั้น นอกจากจะช่วยบำรุงเลี้ยงตัวอ่อนในรงผึ้งแล้ว นมผึ้งยังมีมีประโยชน์มากมายหลายชนิด เช่น วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 วิตามินซี  วิตามินอี และไบโอติน ที่ช่วยในเรื่องของผิวพรรณ และยังช่วยในเรื่องของลดรอยหมองคล้ำ นอกจากนี้ยังมีสารAnti-Pore และAnti-Acne ช่วยในเรื่องควบคุมและลดความมันของใบหน้า ลดการเกิดสิว และต้านเชื้อแบคทีเรีย พร้อมทั้งมีกรดอะมิโนที่ช่วยในการซ่อมแซมและฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาแข็งแรง ลดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ดีอีกด้วยโอ้โห เรียกได้ว่า เป็นสุดยอดของความมหัสจรรย์ของนมผึ้งเลยทีเดียว ซึ่งเมื่อได้นำสารสกัดจากนมผึ้งไปไว้ในผลิตภัณฑ์ ซึ่งนมผึ้งยังที่มีฤทธิ์ในการรักษาอาการอักเสบที่เกิดจากสิว ลดรอยฝ้ากระให้ดูจางลง ช่วยให้ผิวที่ถูกทำลายกลับมานุ่มชุ่มชื่น ลดริ้วรอยแลดูอ่อนวัย ช่วยลดเลือนจุดด่างดำ พร้อมผลัดเซลล์ผิวใหม่และยับยั้งไม่ให้เกิดการอักเสบของสิวอีก อีกทั้งรอยสิวดูจางลงอย่างเห็นได้ชัด

หากว่าสาว ๆ กำลังหาไอเทมที่ช่วยในการบำรุงผิวพรรณที่ยอดเยี่ยม และมาจากธรรมชาตินั้น เราขอแนะนำให้คุณลองใช้ผลิตภัณฑ์ ที่มีส่วนผสมของนมผึ้ง หรือจะเป็นนมผึ้งแท้ก็ได้ เพราะว่านมผึ้งจากธรรมชาตินั้นจะช่วยให้สาว ๆ ใบหน้าที่ขาวใส ไร้ปัญหาสิว ฝ้า และยังลดปัญหาริ้วรอย หมองคล้ำ และยังช่วยให้ใบหน้าไร้สิวฝ้า และยังเผยผิวเนียนใสอย่างมั่นใจค่ะ คุณสมบัติดีเลิศจะต้องลองนมผึ้งแล้วล่ะ

แต่ในปัจจุบันนี้มีทั้ง นมผึ้ง ทั้งของจริง และไม่ใช่ ดังนั้นจะต้องผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี ที่สำหรับคือ จะต้องมีเลขที่ อย.อย่างชัดเจน เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่า เป็นนมผึ้งแท้ ที่ไม่มีส่วนผสมของสารที่เป็นอันตราย และนอกจากนี้การเลือกนมผึ้งแท้ จะต้องต้องดูแหล่งผลิตและที่มาที่ชัดเจน และน่าเชื่อถือได้ จึงจะสามารถมั่นใจได้ว่า นมผึ้งนั้นดีพร้อมทั้งยังมีประโยชน์จริง

 …