Category: Uncategorized

สุขภาพ,ความงาม 0

มื้อเย็นแบบไหน กินแล้วไม่อ้วน แต่ยังอยู่ท้อง

การลดน้ำหนัก ถือเป็นภารกิจที่ไม่ง่ายเลย นอกจากจะต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแล้ว
เรื่องของอาหารการกินก็ถือว่ามีบทบาทสำคัญในภารกิจนี้ บางคนเลือกที่จะกินอาหารคลีน
แต่ก็ต้องปรับให้ลิ้นคุ้นเคยกับรสชาติที่อ่อนลง บางคนเลือกที่จะอดมื้อเย็น
แต่ก็อาจตามมาด้วยความหิวโหยในยามดึก วันนี้ เราได้รวบรวมตัวเลือกสำหรับคนที่อยากลดน้ำหนักแต่ไม่อยากอดอาหาร ด้วยเมนูสำหรับมือเย็น เน้นเฉพาะที่แคลอรี่เบาๆ แต่รับรองว่าอยู่ท้องจะมีเมนูอะไรบ้างนั้น ตามไปดูกันเลย

1.สลัดกุ้ง / สลัดไก่

สลัด ถือเป็นเมนูอันดับต้นๆ เมื่อพูดถึงเมนูไดเอ็ท เพราะสสัดให้สารอาหารครบ 5 หมู่ ถ้าให้แนะนำขอให้เป็นสลัดกุ้ง หรือ สลัดไก่ มีโปรตีน ไขมันน้อย สิ่งสำคัญที่ต้องระวังคือ ถ้าเป็นน้ำสลัดแบบครีมแนะนำว่าอย่าใส่เยอะจนเกินไป เพราะอาจมีปริมาณไขมันและน้ำตาลเยอะกว่าที่คิด ซึ่งหากกินเยอะๆอาจทำให้อ้วนกว่าเดิมก็เป็นได้

2.ยำปลากระป๋อง

อีกหนึ่งเมนูอร่อย หาทานได้ง่าย มีโปรตีน เพราะปลาซาร์ดีนถือเป็นอาหารชั้นดีสำหรับการบำรุงสมองอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งถือเป็นกรดไขมันสำคัญที่สมองและจอประสาทตาอีกด้วย

3.น้ำพริก + ผัก

เมนูบ้านๆ ไทยๆ เหมาะสำหรับทุกคนที่กำลังลดหุ่น เพราะน้ำพริกและผักต้ม มีทั้งโปรตีนจากน้ำพริกและวิตามินหลากหลายชนิดจากผักต่างๆ ทานคู่กับข้าวสวยสัก 1 ทัพพี ช่วยให้อิ่มท้องและได้สารอาหารครบถ้วนอย่างแน่นอน

4.แกงจืดเต้าหู้

เมนูสุดคลาสสิคที่ไม่ว่าใครก็ทำกินเองได้ไม่ยาก หากเพิ่มหมูสับเล็กน้อย ก็ได้ทั้งความอร่อย
และไม่ได้ทำให้อ้วนขึ้น แนะนำให้ใส่ผักเยอะๆ เพิ่มวิตามิน แนะนำว่า ไม่ต้องใส่กระเทียเจียวเป็นการลดไขมันได้อย่างดีทีเดียว

5.ส้มตำ

ถือเป็นอาหารยอดฮิตที่ให้พลังงานต่ำ เพราะไม่มีไขมัน แถมยังมีรสชาติแซ่บถูกปากใครหลายๆ คนแต่อย่างไรก็ตาม ส้มตำนั้นมีโซเดียมค่อนข้างสูง เพราะมีรสเค็มจากทั้งน้ำปลาร้าและน้ำปลา ทางทีดีให้ทานแต่พอดี หรือเลือกทานแบบนานๆ ครั้ง จะเป็นการดีที่สุด

6.แกงส้ม

แกงส้ม ถือเป็นอาหารที่มีแคลอรี่น้อย มีผักหลากหลายชนิด ทานคู่กับข้าวสวยก็ถือว่ากำลังดี
และยังเป็นอาหารที่ใช้วิธีการต้ม ไม่ต้องกลัวว่าจะมีไขมันที่ทำให้อ้วน

7.ไข่ต้ม

ไข่ต้ม ถือเป็นเมนูที่มีประโยชน์ อยู่ท้อง ทำง่าย และไม่ทำให้อ้วน
ถือเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนัก ยิ่งหากใครที่ชอบทานไข่เจียว หรือไข่ดาวซึ่งใช้น้ำมันและมีไขมันเยอะอยู่แล้ว แนะนำให้ลองเปลี่ยนมาทานไข่ต้มแทน รับรองว่าอร่อยไม่แพ้กันแถมยังดีต่อสุขภาพมากขึ้นอีกด้วย…

กลยุทธ์สล็อต 0

กลยุทธ์สล็อต

กลยุทธ์สล็อต

เมื่อพูดถึงคาสิโนออนไลน์เกมสล็อตเป็นทัวร์ที่แท้จริงของนักออกแบบกราฟิกและนักว
างแผนเกมที่ได้รับโอกาสในการแสดงความคิดริเริ่มการมองเห็นและอารมณ์ขัน
สล็อตมีประสบการณ์สนุกตื่นเต้นและมีสีสัน
แต่คุณสามารถทำอะไรได้บ้างในฐานะผู้เล่นเพื่อเพิ่มการชนะของคุณ

ได้อย่างรวดเร็วสล็อตแมชชีนดูเหมือนจะเป็นเกมของโชคบริสุทธิ์
คาสิโนหลายแห่งสามารถติดตั้งฟังก์ชั่นเล่นอัตโนมัติเพื่อให้ผู้เล่นสามารถนำร่องเกมไ
ด้อย่างอัตโนมัติและปล่อยให้มันทำงานบนหน้าจอในขณะที่กำลังจะคว้าอาหารว่างหรื
อทำห้องน้ำ
อย่างไรก็ตามเกมสล็อตที่ดีจะช่วยให้คุณแขวนอยู่บนบังคับให้เห็นสิ่งที่สปินต่อไปจะ
นำมาและที่นี่เข้าสู่กลยุทธ์ของเรา

กลยุทธ์สล็อตประกอบด้วยขั้นพื้นฐานและง่ายต่อการปฏิบัติตามกฎที่เน้นพฤติกรรมขอ
งมนุษย์มากกว่ากลศาสตร์ของเกม
แนวคิดพื้นฐานคือเพื่อให้เป็นผู้ชนะสล็อตหนึ่งต้องรู้ไม่เพียง แต่วิธีการเริ่มต้น
แต่เมื่อจะหยุด

กฎข้อที่หนึ่ง (ซึ่งสามารถและควรใช้ในอาณาจักรแห่งชีวิตทั้งหมด … )
ให้ยึดติดกับสิ่งที่คุณพอใจ ก่อนอื่นหาสล็อตแมชชีนที่คุณชอบ: ภาพจริง, เสียง,
ปุ่มเล่นคุณจะได้รับความคิด สล็อตจะขึ้นอยู่กับภาพที่ซ้ำ ๆ
กันดังนั้นเลือกเกมที่มีโทนสีที่ดูน่าสนใจและภาพวาดที่เหมาะกับความชอบของคุณ

สล็อต Multiline
ที่มีฟีเจอร์โบนัสมักจะหลวมกว่าสล็อตไลน์หนึ่งซึ่งหมายความว่าพวกเขาให้ผลตอบแท
นมากขึ้น คุณลักษณะโบนัสอาจรวมถึงการ์ดเสริมที่แทนที่สัญลักษณ์อื่น ๆ
เพื่อให้ได้เส้นที่สมบูรณ์กระจายเงินซึ่งคูณชนะรอบพิเศษหรือเกมโบนัสซึ่งเป็นเกมภา

ยในเกมที่คุณได้รับเครดิตมากขึ้น
คุณสมบัติที่คุ้มค่ามากขึ้นพวกเขามีมากขึ้นที่คุณมีแนวโน้มที่จะเก็บเกี่ยว

เตรียม bankroll
ขนาดใหญ่กว่าที่คุณตั้งใจจะเล่นด้วยเพียงเพื่อจะอยู่ในด้านความปลอดภัย
ในขณะที่เล่นคุณจะสูญเสียบางส่วนและเป็นสิ่งสำคัญที่มีโอกาสได้รับเงินของคุณ
เมื่อเล่นสล็อตหลายสายมักจะวางเดิมพันสูงสุด ตัวอย่างมิเช่นนั้นคุณอาจไม่มีคุณสมบัติโบนัส
คุณสามารถใช้เหรียญที่เล็กที่สุดในการเก็บยอดเงินคงเหลือของธนาคารได้
(ต่ำเพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ในคาสิโนส่วนใหญ่) ขณะที่กด Max Bet

กฎสุดท้ายและที่สำคัญที่สุดคือลาออกในขณะที่คุณอยู่ข้างหน้าและโดยปกติแล้วเมื่อคุ
ณทำกำไรประมาณ 30% ของเงินฝากของคุณ (ตัวอย่างเช่นถ้าคุณฝากเงิน 300
ดอลลาร์ออกจากบัญชีเมื่อคุณถึง 400 ดอลลาร์)
คุณอาจได้รับการล่อลวงเพื่อดำเนินการต่อ
แต่โดยทั่วไปแล้วความคิดที่ดีที่จะทำให้เกม (และตัวคุณเอง) เย็นลง
คุณสามารถย้อนกลับได้ในภายหลัง

นั่นคือทั้งหมดที่มีให้
ตราบเท่าที่คุณยึดหลักเกณฑ์ที่คุณมีโอกาสที่ยุติธรรมในการเป็นผู้ชนะสล็อตติดต่อกั
น…

สุขภาพ 0

ผักและผลไม้ที่ช่วยบำรุงสายตา

ปัจจุบันนี้ผู้คนส่วใหญ่ต้องทำงานกับเทคโนโลยีมากขึ้น
และหนึ่งในนั้นก็คือการต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์
ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำก็คือการบำรุงสุขภาพดวงตา
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อบำรุงสายตา
ถ้าไม่อยากสายตาเสียก่อนวัยอันควรก็รีบหาอาหารเหล่านี้มารับประทานกันน่ะครับ
1.พริกหยวก
พริกหยวกหลากสีสันที่เราเคยเห็นกัน ไม่ว่าจะสีเขียว สีแดง หรือสีเหลือง
ขอบอกว่าอุดมไปด้วยวิตามินเอและวิตามินซีเลยล่ะค่ะ
ซึ่งวิตามินเอจะช่วยบำรุงสายตา
อีกทั้งวิตามินซีก็ยังช่วยป้องกันการเกิดต้อกระจกได้อีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น
ในพริกหยวกยังมีวิตามินบี 6 ลูทีน ซีแซนทีน เบต้าแคโรทีน และไลโคปีน
ซึ่งล้วนแต่มีคุณประโยชน์อนันต์กับสุขภาพดวงตา ใครชอบจ้องหน้าจอนาน ๆ ละก็
ลองหาพริกหยวกมาปรุงเป็นอาหารรับประทาน จะย่าง ทอด อบ นึ่ง
หรือจะรับประทานแบบสด ๆ กับสลัดก็ได้ประโยชน์ทั้งนั้นเลย
2.แครอท
แครอท ถือเป็นอาหารบำรุงสายตาที่เด็ดดวงอีกชนิดหนึ่ง เพราะเบต้าแคโรทีน
วิตามินเอ และลูทีน ที่อยู่ในแครอทมีฤทธิ์ในการดูแลสุขภาพดวงตาโดยตรง
ช่วยบำรุงให้กระจกตาใสแจ๋ว ป้องกันเซลล์ต่าง ๆ ในดวงตา
อีกทั้งยังป้องกันการเกิดโรคตาบอดตอนกลางคืนได้
ไม่เพียงเท่านั้นลูทีนที่อยู่ในแครอทยังช่วยเสริมสร้างการทำงานของจอประสาทตา
และป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อมอีกด้วย ขณะที่สารอาหารชนิดอื่น ๆ
ที่อยู่ในแครอทก็ช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงด้วยเช่นกัน
3.ผักใบเขียว
นอกจากบำรุงสุขภาพโดยรวมของร่างกายแล้ว
ผักใบเขียวยังมีสารอาหารที่ช่วยบำรุงสายตามากมายจนคุณปฏิเสธไม่ลงเลยเชียวล่ะ
ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ ลูทีน สารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะผักโขม ผักปวยเล้ง
หรือบรอกโคลี
4.ผลไม้ตระกูลเบอร์รี
เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รีนั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพขนาดไหน
โดยเฉพาะบลูเบอร์รี และโกจิเบอร์รี ที่มีชื่อเสียงในด้านการบำรุงสายตา
ป้องกันสายตาเสื่อมสภาพ อีกทั้งสารต้านอนุมูลอิสระก็ยังป้องกันเซลล์ต่าง ๆ
ในดวงตาไม่ให้ถูกทำลาย แถมผลไม้ชนิดนี้รสชาติก็ยังอร่อยด้วยล่ะ
5.มันเทศ
วิตามินเอในมันเทศ เป็นอีกหนึ่งสารอาหารที่สำคัญกับสุขภาพตา
ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม โรคต้อหิน
และป้องกันอาการตาแห้งได้ อีกทั้งยังป้องกันการติดเชื้อที่ดวงตาจนทำให้ตาอักเสบ
ไม่เพียงเท่านั้น ใครที่อยากจะลดน้ำหนัก รับประทานมันเทศก็ช่วยได้เหมือนกัน
เพราะปริมาณไฟเบอร์ในมันเทศก็มีไม่น้อย เรียกได้ว่ากินแล้วทั้งตาสวย
และหุ่นสวยได้ด้วยในตัว
6.อะโวคาโด
อะโวคาโดเป็นผลไม้อีกชนิดที่อุดมไปด้วยลูทีน เบต้าแคโรทีน วิตามินบี 6
และวิตามินซี ซึ่งล้วนแต่มีความสำคัญต่อสุขภาพดวงตา ช่วยป้องกันอาการตาฝ้าฟาง
อีกทั้งยังช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของดวงตาตามวัยได้
7.ถั่วอัลมอนด์
อัลมอนด์ล้วนแต่เป็นแหล่งที่อุดมด้วยไขมันโอเมก้า 3
ที่มีส่วนสำคัญในการบำรุงสายตา นอกจากนี้ก็ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ
สังกะสีและวิตามินอี อันมีสรรพคุณในการช่วยชะลอภาวะจอประสาทตาเสื่อม
ว่ากันว่าถั่วอัลมอนด์เพียง 1 กำมือก็ได้วิตามินอี ถึง 50%
ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวันเลยทีเดียว
8.ชา
ไม่ว่าจะเป็นชาเขียว ชาดำ หรือชาอู่หลง
ก็ล้วนแต่มีประโยชน์โดดเด่นในเรื่องของการบำรุงสายตา
เพราะชาอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันไม่ให้เซลล์ต่าง ๆ ถูกทำลาย
รวมทั้งเซลล์ต่าง ๆ ในดวงตา
อีกทั้งยังป้องกันการก่อตัวของต้อกระจกและภาวะจอประสาทตาเสื่อมได้อีกด้วย
สุขภาพ,ความงาม 0

ขอบตาดำ ไม่ได้เกิดจากการอดนอนอย่างเดียว

คนที่มีขอบตาคล้ำนอกจากอดนอนแล้ว โรคภูมิแพ้
ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เรามีขอบตาคล้ำได้เช่นกัน ทั้งที่เราก็พักผ่อนอย่างเต็มที่
สังเกตได้ง่ายๆ ใครเป็นโรคภูมิแพ้หรือไซนัส มักจะมีอาการน้ำหูน้ำตาไหล คันจมูก
มีน้ำมูก ซึ่งเป็นอาการของโรค ส่งผลให้เยื่อบุในโพรงจมูกบวม
อาการบวมนี่แหละที่ไปขัดขวางการไหลเวียนของเลือด หลอดเลือดดำ
หลอดเลือดฝอยบริเวณใต้ตา และใต้จมูก
แล้วก็ทำให้บริเวณที่การไหลเวียนไม่สะดวกเกิดอาการดำคล้ำ และบวมขึ้นด้วย
นอกจากนี้การสั่งน้ำมูกรวมถึงการขยี้ตาบ่อยๆ
เมื่อเราเป็นภูมิแพ้ยังส่งผลให้บริเวณรอบดวงตาและใบหน้าเกิดริ้วรอยได้อีกด้วย

วิธีแก้ไข ขอบตาดำ จากอาการภูมิแพ้
ถ้าใต้ตาเป็นแพนด้าเพราะภูมิแพ้ วิธีแก้ไขที่ดีดีสุด คือ หลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดการแพ้
โดยเริ่มจากการสังเกตตัวเองว่า อะไรคือตัวกระตุ้นให้เกิดการแพ้ เช่น ฝุ่น ไรฝุ่น
เกสรดอกไม้ น้ำหอม ควัน เป็นต้น แล้วพยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัส สูดดม
หรือไปอยู่ในสถานที่ที่มีสิ่งกระตุ้นอาการแพ้ แต่ถ้าหากอาการไม่ดีขึ้น
เราควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ และรักษาอาการภูมิแพ้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ…

สุขภาพ,ความงาม 0

นอนหลับไม่เต็มอิ่ม เสี่ยงลดอายุขัย

คนนอนหลับไม่เต็มอิ่มจะรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่อยากเข้าสังคม ไปจนถึงหลีกเลี่ยงการคุยกับคนอื่น

ผลการศึกษาดังกล่าวได้สแกนสมองของผู้ที่นอนหลับไม่เพียงพอ ซึ่งโดยปกติแล้วสมองจะมีการทำงานมากขึ้นเมื่อมีคนเข้ามาลุกล้ำพื้นที่ แต่สำหรับผู้ที่นอนไม่เต็มอิ่มสมองจะทำงานน้อยลง ซึ่งหมายความว่า มีการตอบสนองกับสังคมรอบข้างน้อยลงนั่นเอง

นอกจากนี้ แมทธิว วอร์กเกอร์ นักวิจัยด้วยสมองและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า ผู้ที่นอนหลับไม่เต็มอิ่มจะไม่ดึงดูดคนรอบข้าง ซึ่งยิ่งทำให้พวกเขาโดดเดี่ยวกว่าเดิม

“ยิ่งนอนน้อยเท่าไร คุณจะยิ่งไม่อยากมีส่วนร่วมกับสังคมมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งความรู้สึกมันถูกสะท้อนออกไปยังภายนอกทำให้คนรอบข้างก็ไม่อยากสุงสิงกับคนเหล่านี้”

แมทธิวชี้แจงด้วยว่า การอยู่คนเดียวทำให้เสี่ยงมีปัญหาสุขภาพ และเพิ่มความเสี่ยงเสียชีวิตมากกว่าร้อยละ 45 เมื่อเทียบกับคนทั่วไป ดังนั้นต้องนอนหลับให้เพียงพอ เพราะการนอนหลับอย่างเพียงพอแค่คืนเดียวก็จะทำให้คุณอยากเข้าสังคมและไม่รู้สึกโดดเดี่ยวแล้ว…

สุขภาพ,ความงาม 0

เรียนรู้สาเหตุสำคัญที่จะทำให้เกิดอาการริมฝีปากแห้ง

อาการริมฝีปากแห้งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ถ้าหากว่าไม่มีการดูแลที่ดีพอ
มันอาจนำมาซึ่งแผลบริเวณริมฝีปากที่จะทำให้เราหงุดหงิดรำคาญใจได้
ถ้าอย่างนั้นก็ลองมาศึกษาถึงสาเหตุของมัน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มันเกิดขึ้น

สำหรับคำจำกัดความของคำว่าริมฝีปากแห้งก็คือการที่ริมฝีปากนั้นเริ่มขาดความชุ่
มชื้น เริ่มมีความตึงแห้ง ลอกออกมาเป็นขุยๆ หรือว่าเป็นแผ่นๆ
บางครั้งเมื่อริมฝีปากมีการเคลื่อนไหวเยอะๆ
ก็จะทำให้แตกปริและมีเลือดออกมาซิบๆ
ขณะที่เมื่อหายดีแล้วบางครั้งก็อาจจะทำให้เกิดรอยด่างดำ ดูหมองคล้ำเอาได้

สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการพยายามหลีกเลี่ยงสาเหตุต่างๆ ที่จะทำให้ริมฝีปากแห้งขึ้นมา
และสาเหตุหลักๆ ทั้งหมดที่ทำให้ใครหลายคนมีอาการ
อย่างแรกสุดเลยก็คือการดื่มน้ำที่น้อยเกินไป เป็นที่ทราบกันดีว่าการดื่มน้ำเยอะๆ
นั้นจะทำให้ร่างกายชุ่มชื้น รวมไปถึงริมฝีปากด้วยเช่นกัน ถ้าหากว่าดื่มน้ำน้อย
ริมฝีปากก็จะไม่มีน้ำมาหล่อเลี้ยง จนทำให้แห้งได้ง่าย

เรื่องของสภาพอากาศก็มีส่วนที่ทำให้ริมฝีปากแห้งได้เช่นกัน
โดยอากาศที่ร้อนก็จะทำให้ริมฝีปากขาดความชุ่มชื้น
การถูกแสงแดดอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้ริมฝีปากโดนรังสียูวี
ทำให้สูญเสียความยืดหยุ่นของเซลล์ ขาดความชุ่มชื้นได้อีกเช่นกัน
ส่วนอากาศที่เย็นแห้งๆ ก็จะทำให้การไหลเวียนโลหิตในร่างกายนั้นไม่ดี
รวมไปถึงบริเวณริมฝีปากด้วย
อันที่จริงไม่ใช่แค่เรื่องสภาพอากาศตามธรรมชาติเท่านั้น
แต่ใครที่อยู่ในห้องแอร์เย็นๆ เป็นเวลานานก็สามารถเกิดอาการได้เช่นกัน

การใช้ลิปสติกหรือว่าลิปบาล์มบางชนิด
ซึ่งมีสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือว่าริมฝีปากแห้งก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ
แม้ว่าเราจะพยายามเติมมันไปที่ฝีปากอยู่เรื่อยๆ แต่เมื่อใดก็ตามที่ไม่ได้ใช้ขึ้นมา
มันก็จะทำให้ริมฝีปากแห้ง และแตกง่ายมากกว่าเดิม
นอกจากนี้แล้วยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปากบางชนิดก็เป็นสาเหตุได้เช่นกัน

การขาดวิตามินบีก็ทำให้ริมฝีปากแห้งได้ง่าย
ขณะที่ใครมีอาการร้อนในก็จะมีอาการแบบเดียวกันได้ง่ายเช่นกัน
นอกจากนี้แล้วเรื่องของอุปนิสัยส่วนตัวก็เป็นสาเหตุได้เช่นกัน
โดยใครที่ชอบเลียริมฝีปากมากๆ จะทำให้ความชุ่มชื้นที่ริมฝีปากหมดไป
เพราะเอ็นไซม์ในน้ำลายจะทำให้มันแห้งมากขึ้นนั่นเอง

นี่แหละคือสาเหตุสำคัญต่างๆ ที่ควรต้องหลีกเลี่ยงเอาไว้
ถ้าหากว่าไม่อยากให้ริมฝีปากของเราแห้ง
เรียนรู้เอาไว้ถือว่าเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย…

สุขภาพ,ความงาม 0

การนั่งนานๆส่งผลให้เกิดอาการขาบวมจริงหรือไม่

หลายคนคงจะเคยได้ยินกันมาแล้วว่าการนั่งนานนั้นทำให้ขาบวม
ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงเพราะขา เท้า บวม (Leg and foot swelling)
เป็นอาการที่พบได้บ่อยเมื่อร่างกายขาดการเคลื่อนไหว
และจากแรงโน้มถ่วงของโลกที่จะดึงทุกสิ่งลงที่ต่ำเสมอ ซึ่ง คือ ขา
และเท้า จึงส่ง ผลให้การไหลเวียนโลหิตในบริเวณส่วนขา และเท้าลดลง
เลือดดำจึงมักคั่งในบริเวณขาและเท้า
ส่งผลให้น้ำในหลอดเลือดดำไหลซึมออกจากหลอดเลือดเข้ามายังเนื้อเยื่
อรอบๆหลอดเลือด
ทำให้เกิดน้ำคั่งในเนื้อเยื่อของขา และเท้า หรือ คือ ขา
เท้าบวมนั่นเอง โดยเฉพาะเมื่อ สวมรองเท้า ถุงเท้าที่รัดแน่น
แต่เมื่อได้รับการนวดเบาๆ การเคลื่อนไหวขา เท้า และการยกเท้าสูง
อาการบวมก็จะยุบลง ขาและเท้าจะกลับสู่ภาวะปกติ
ส่วนอาการขาบวมที่เกิดจากลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำของขา หรือ
Deep vein Thrombosis เรียกย่อ ว่า DVT
(ภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ) ที่พบได้จากการนั่งนานๆ
ไม่มีการเคลื่อนไหวในพื้นที่จำกัด การขยับตัวลำบาก คือ การนั่งเครื่อง
บินระยะทางไกลๆ (ระหว่างประเทศ) ในชั้นประหยัด (Economy class)
ซึ่งผลข้างเคียงจากโรคนี้ คือ
โอกาสเกิดเป็นโรคหลอดเลือดเล็กๆในปอดอุดตัน
จากลิ่มเลือดเล็กๆที่ขานี้ หลุดเข้าสู่ระบบการไหลเวียนโลหิตของร่างกาย
(ภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ)
ซึ่งเป็นภาวะที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
โดยมักจะเกิดกับผู้ที่นั่งเครื่องบินนานๆ
ซึ่งเรามีเทคนิคมาแนะนำในยามที่คุณต้องนั่งเครื่องนานๆว่าควรทำอย่าง
ไร
1.ใส่ถุงเท้ากระชับเรียวขา
การใส่ถุงเท้ากระชับเรียวขา นั้นเพื่อที่จะไม่ให้เกิดอาการบวม
เราจะต้องรู้จักวิธีป้องกันเสียก่อน
โดยการให้สวมถุงเท้ากระชับเรียวขาหรือเลคกิ้งกระชับเรียวขากันตั้งแต่

ก่อนจะขึ้นเครื่องบิน
จะใส่ตั้งแต่ออกจากบ้านก็สามารถทำได้แต่อาจจะทำให้มีเหงื่อออกบริเว
ณขา ถ้าเป็นไปได้แนะนำว่าให้มาเปลี่ยนที่สนามบินจะดีกว่า
2.ใส่ถุงเท้าแยกนิ้ว
สิ่งสำคัญคือจะต้องให้นิ้วเท้าของเราสามารถขยับได้สบายที่สุด
ดังนั้นแนะนำว่าใส่เป็นถุงเท้าแยกนิ้วจะทำให้สามารถขยับได้สะดวกมา
กกว่า
3.ดื่มน้ำมากๆ
หลายคนพยายามไม่ดื่มน้ำเพราะกลัวอาการบวมน้ำ
แต่จริงๆแล้วเป็นความคิดที่มีผลตรงกันข้ามเลยเพราะในบางครั้งเมื่อร่าง
กายขาดน้ำก็จะยิ่งทำให้เกิดปฏิกิริยาบวมขึ้นมาแทนนั่นเอง
การดื่มน้ำทดแทนบนเครื่องบินนั้น
ไม่ใช่การแก้ไขเรื่องอากาศแห้งภายในเครื่องบิน
แต่จำเป็นในการแก้ไขเรื่องอาการบวมต่างหา
4.นอนยกขา
ตอนนอนให้เอาผ้าขนหนูมาม้วนและรองไว้ตรงปลายเท้า
ให้ขาเรายกขึ้นตามระดับเล็กน้อย
เพื่อให้น้ำที่ยังเก็บสะสมในขาเราได้ไหลกลับขึ้นไปยังทางส่วนศีรษะเรา
นั่นเอง
แต่ไม่ได้หมายความว่ายกขาไว้ตลอดแล้วจะดีเพราะว่าถ้ายกสูงเกินไป
ผลที่ได้จะตรงกันข้าม
อาจจะทำให้บางส่วนของร่างกายต้องแบกรับภาระมากเกินไป
หรือบางทีอาจจะเป็นสาเหตุทำให้รู้สึกเหนื่อยขึ้นมาแทนได้…

สุขภาพ,ความงาม 0

มีไขมันหน้าท้องอยากขจัดให้หมดไป ควรต้องทำอย่างไรดี

หนึ่งในปัญหาเกี่ยวกับรูปร่างของคนส่วนใหญ่ก็คือการมีไขมันสะสมอยู่ที่หน้าท้อง
มันเป็นสิ่งที่อยากจะกำจัดออกไปจากร่างกายอย่างมาก แต่จะทำอย่างไรกันดี?

ก่อนอื่นมาเรียนรู้กันก่อนว่าไขมันในร่างกายนั้นมันมาจากอะไร
ไขมันในร่างกายโดยปกติก็จะมาจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละวัน
ซึ่งร่างกายของเรานั้นสามารถกำจัดแคลอรี่ออกไปได้เอง
แต่ก็แค่จำนวนหนึ่งเท่านั้น ส่วนที่เหลือซึ่งเผาผลาญไม่หมด
ร่างกายจะนำเอาไปเก็บสะสมเอาไว้ในรูปแบบของไขมัน
เป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนรู้สึกไม่ดี เพราะร่างกายของเราจะดูอ้วนไม่สมส่วน

การที่จะลดไขมันในร่างกาย เราไม่สามารถเลือกลดเฉพาะจุดได้เลย
ดังนั้นผู้ที่ต้องการจะลดไขมันที่หน้าท้องก็จำเป็นจะต้องเน้นไปที่การรับประทานอา
หารให้ถูกต้อง ควรที่จะใส่ใจให้มากกว่าเดิม เน้นอาหารที่มีโปรตีนสูง, ไฟเบอร์สูง,
ไขมันดี และพยายามหลีกเลี่ยงไขมันเลว
ถ้าเป็นไปได้ให้เน้นรับประทานผักให้ได้สักครึ่งหนึ่งของปริมาณอาหารที่รับประทา
นเข้าไป นั่นจะเป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพของเราด้วย

แม้ว่าการรับประทานอาหารจะดูเหมือนมีข้อจำกัดจุกจิก
แต่สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งเลยก็คือการอดอาหาร
เพราะการรับประทานอาหารที่น้อยจนเกินไปก็จะทำให้ร่างกายนั้นปรับสภาพมาอ
ยู่ในโหมดที่เน้นการสะสมไขมัน เราจึงควรรับประทานอาหารตามปกติ
แต่ใส่ใจกับมันให้มากขึ้นจะเป็นเรื่องดีที่สุด

การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายก็เป็นสิ่งที่มีส่วนด้ว
ยเช่นกัน เพราะร่างกายคนเราถ้าพักผ่อนน้อยก็จะหลั่งสารฮอร์โมนเครียดออกมา
เราจะรู้สึกหิว และเมื่อรู้สึกหิวก็จะเกิดอาการอยากรับประทานของหวานและไขมัน
นี่แหละเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดไขมันในร่างกายขึ้นมา

การออกกำลังกายก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดไขมันหน้าท้องให้กับเรา
ควรออกกำลังกายให้รู้สึกเหนื่อย ทำให้เป็นประจำจนติดเป็นนิสัย
ในระยะยาวจะช่วยให้หน้าท้องของเราแบนราบลงมาอย่างแน่นอน
ขณะที่การเข้าคลาสที่เน้นการบริหารส่วนกลางของลำตัว อย่างเช่นโยคะ
ในส่วนนี้ก็จะสามารถช่วยกระชับกล้ามเนื้อให้กับเราได้ด้วยเช่นกัน

สำหรับท่าออกกำลังกายที่จะช่วยให้หน้าท้องของเรากระชับขึ้นก็มีหลายวิธี
เช่นการออกกำลังด้วยท่าแพลงก์, ท่าปีนเขา, ท่าครันช์ หรือว่าท่ารีเวิร์สครันช์
ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่ช่วยเสริมสร้างความกระชับให้กับร่างกายของเราในบริเวณดั
งกล่าว เมื่อได้หน้าท้องที่แบนราบ ร่างกายโดยรวมของเราก็จะดูดีขึ้นมาด้วย

เมื่อได้เรียนรู้กันไปแล้วก็ลองนำไปปรับใช้กันดู
หวังว่าจะลดไขมันหน้าท้องกันได้ไม่มากก็น้อย…

สุขภาพ 0

คนทำงานออฟฟิศควรต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีตามนี้

ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ก็ต้องนั่งทำงานกันที่ออฟฟิศ
แน่นอนว่าในระยะยาวแล้วมันก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพพอสมควร
ดังนั้นจึงควรต้องดูแลสุขภาพกันให้ดีๆ ด้วย

หลายคนคงจะเคยได้ยินคำว่าออฟฟิศซินโดรมกันมาแล้ว
มันคืออาการที่จะเกิดขึ้นเมื่อเรานั่งทำงานกันที่ออฟฟิศนานๆ
โดยที่ไม่ได้มีการดูแลสุขภาพอย่างถูกต้อง
มันจะนำมาซึ่งผลเสียต่อร่างกายของเรามากมาย
ซึ่งในเมื่อรู้ว่ามันแย่ขนาดนี้ก็ควรที่จะปรับแก้ไขให้มันถูกต้อง
เพราะนอกจากจะทำให้มีสุขภาพดีแล้ว
ยังจะช่วยให้การทำงานของเรามีประสิทธิ์ภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

เริ่มแรกเลยก็คือเรื่องของท่านั่ง บ่อยครั้งที่การนั่งทำงานนานๆ
จะทำให้เราเผลอนั่งในท่าที่ไม่ถูกต้อง และเมื่อนั่งท่านั้นไปนานๆ
ก็จะส่งผลเสียต่อหลัง ทำให้กล้ามเนื้อปวดเมื่อย ในระยะยาวไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน
ดังนั้นก่อนที่จะดูแลสุขภาพด้านอื่น ให้ใส่ใจเรื่องท่านั่งเอาไว้ก่อนเลย
โดยไม่ก้มหน้าจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ ให้ความสูงของระดับเก้าอี้พอดีๆ
ส่วนสะโพกและขาให้ตั้งฉากกัน
เช่นเดียวกับข้อศอกต้องตั้งฉากกับลำตัวด้วยในขณะนั่งทำงาน

และเมื่อนั่งไปสัก 2 ชั่วโมงก็ให้ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย เปลี่ยนท่าทางบ้าง
เพื่อที่จะได้ให้เลือดในร่างกายได้หมุนเวียน ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง
เพราะว่าการนั่งอยู่กับที่นานๆ
จะทำให้เราเกิดอาการเมื่อยล้าเป็นอย่างมากโดยไม่รู้ตัว

เรื่องสุขภาพสายตาก็เป็นสิ่งสำคัญ
เราควรปรับความสว่างของหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้พอดีๆ
ไม่สว่างหรือว่ามืดจนเกินไป ขณะที่การทำงานนอกเวลาหรือโอที
ไม่ควรให้ไฟในออฟฟิศมืดจนเกินไป ถ้าหากว่าไฟในบริเวณใกล้เคียงถูกปิดอยู่
และเรารู้สึกว่าแสงไม่เพียงพอต่อการนั่งทำงานจริงๆ ก็อย่าได้เกรงใจค่าไฟบริษัท

เพราะสุขภาพสายตาของเราก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน
ให้เปิดจนได้ระดับความสว่างที่พอเหมาะไปได้เลย

การดื่มน้ำบ่อยๆ ก็เป็นอีกเรื่องที่หลายคนอาจจะมองข้าม
เพราะว่าน้ำถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากต่อร่างกายของเรา
โดยเฉพาะการที่ช่วยให้สมองของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพมากขึ้น
ดังนั้นจึงควรพกน้ำดื่มเอาไว้ข้างๆ โต๊ะอยู่ตลอดเวลา
เพราะเชื่อเถอะว่าถ้าเราทำงานติดลม เราคงไม่อยากจะลุกไปดื่มน้ำอยู่เรื่อยๆ
เป็นแน่

สุดท้ายก็คือเรื่องของความสะอาดของโต๊ะทำงาน
ไม่จำเป็นต้องรอให้แม่บ้านประจำบริษัทมาดูแล เพราะอะไรที่เราทำได้ก็ทำไปเลย
เพื่อที่โต๊ะทำงานของเราจะได้ไม่เป็นที่สะสมของเชื้อโรคสิ่งสกปรกต่างๆ

ทั้งหมดนี้ก็คือวิธีดูแลสุขภาพสำหรับคนทำงานออฟฟิศทุกคน
หวังว่าจะนำไปปรับใช้กันเพื่อให้ชีวิตมีคุณภาพมากขึ้น…

สุขภาพ,ความงาม 0

การรักษาสิวที่เหมาะสมในระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันออกไป

ขึ้นชื่อว่าสิว ใครๆ ก็คงไม่อยากเป็น แต่ถ้าเกิดว่าเป็นขึ้นมาแล้วมันก็ช่วยไม่ได้
คงต้องหาวิธีรักษา
และนี่ก็คือการรักษาสิวที่เหมาะสมในระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันออกไป

เริ่มต้นกันที่สิวระดับที่ไม่รุนแรงมาก
โดยทั่วไปแล้วมันสามารถหายได้เองโดยที่ไม่ต้องไปรักษาตามคลินิก
อย่างแรกเลยก็คือต้องหมั่นรักษาความสะอาดบนใบหน้า
เพื่อที่สิวจะได้ไม่อักเสบลุกลามไปมากกว่านี้
จากนั้นก็ใช้ยาทาสิวมาทาให้ทั่วในบริเวณที่เป็นสิว วันละ 2 ครั้ง
คือตอนเช้าและก่อนนอน

ในระหว่างนี้พยายามหลีกเลี่ยงครีมบำรุงผิวหรือว่าเครื่องสำอางที่ไขมัน
เพราะอาจทำให้สิวที่ไม่รุนแรงกลายเป็นเลวร้ายขึ้นมาได้
ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสิวในระดับนี้มันสามารถที่จะหายเองได้ถ้าเรามีวิธีดูแลรักษาในเ
บื้องต้นที่ถูกต้อง

สำหรับสิวในระดับต่อไปซึ่งถือว่ามีความรุนแรงระดับปานกลาง
นอกเหนือจากยาทาที่เราใช้แล้ว
เราอาจจะต้องเพิ่มยาแบบที่ใช้รับประทานเข้าไปด้วย
ในส่วนนี้ควรต้องปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีรักษาที่เหมาะสม
ขณะที่สิวบนใบหน้าถ้าหากว่าเริ่มมีหนองจนมีขนาดใหญ่มากขึ้น
ควรระบายให้หนองออกมา
ซึ่งในขั้นตอนนี้ควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นคนจัดการ

สุดท้ายถ้าหากว่าสิวมีความเลวร้ายในระดับรุนแรง อย่าได้กังวลไป
เพราะว่ามันมีวิธีรักษาให้หายกลับมาเป็นปกติได้ สำหรับผู้ที่เป็นสิวในระดับนี้
เชื่อว่าหลายคนคงมีสภาพจิตใจที่ไม่ค่อยดีนัก ขาดความมั่นใจ
เพราะใบหน้าของตนเองไม่ได้เกลี้ยงเกลาเหมือนกับคนทั่วไป
แต่ก็ให้มั่นใจเถอะว่ามันเป็นได้ก็ต้องหายได้ ถ้ามีวิธีดูแลรักษาอย่างถูกต้อง

ก่อนอื่นต้องทำใจยอมรับก่อนว่าการรักษาสิวในระดับนี้จำเป็นจะต้องใช้เวลาในกา
รรักษาค่อนข้างนาน โดยนอกเหนือไปจากยาที่ใช้ทาแล้ว
แพทย์อาจจะจ่ายยาปฏิชีวนะมาให้รับประทานด้วย
ซึ่งผลข้างเคียงของมันก็มีอยู่บ้าง ให้รับฟังคำแนะนำจากแพทย์โดยละเอียด
เพื่อที่จะได้ปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง

ขณะที่การรักษาทางด้านกายภาพควบคู่ไปด้วยก็มีเช่นกัน โดยจะมีการกดสิว
เพื่อระบายเอาหัวสิวที่คั่งค้างอยู่ภายใต้ผิวหนังออกมา
ในกรณีที่ไม่มีรูเปิดให้สามารถกดสิวออกมาได้
แพทย์จะทำการเจาะโดยใช้เข็มหรือว่าเลเซอร์ จากนั้นก็ค่อยกดออกมา
โดยในขั้นตอนนี้ควรมั่นใจว่าทำหัตถการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ไม่เช่นนั้นผิวหน้าอาจจะอักเสบขึ้นหนักกว่าเดิม
หรืออาจจะทำให้สิวถูกดันจนลึกลงไปแทนก็ได้

นอกจากนี้ก็ยังมีการฉีดสิวที่จะช่วยรักษาให้ระดับความรุนแรงลดลงมา
โดยแพทย์จะฉีดสเตียร์รอยด์เข้าไปที่ใต้หัวสิว
อาการอักเสบจะลดลงเร็วอย่างเห็นได้ชัด แต่มันก็มีความเสี่ยงเล็กน้อย
เพราะอาจจะทำให้ผิวหนังของเราในบริเวณนั้นเป็นรอยบุ๋มลงไปก็ได้
เราจึงต้องแน่ใจว่าได้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้วจริงๆ เท่านั้น

นี่แหละคือแนวทางการรักษาสิวในระดับความรุนแรงต่างๆ
ถ้ารักษาได้อย่างถูกต้อง ก็มั่นใจได้เลยว่าสิวหายแน่นอน…