เคล็ดลับหน้าสวยเนียนนุ่ม เหมือนหน้าเด็ก Blog

0

นอนหลับไม่เต็มอิ่ม เสี่ยงลดอายุขัย

คนนอนหลับไม่เต็มอิ่มจะรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่อยากเข้าสังคม ไปจนถึงหลีกเลี่ยงการคุยกับคนอื่น

ผลการศึกษาดังกล่าวได้สแกนสมองของผู้ที่นอนหลับไม่เพียงพอ ซึ่งโดยปกติแล้วสมองจะมีการทำงานมากขึ้นเมื่อมีคนเข้ามาลุกล้ำพื้นที่ แต่สำหรับผู้ที่นอนไม่เต็มอิ่มสมองจะทำงานน้อยลง ซึ่งหมายความว่า มีการตอบสนองกับสังคมรอบข้างน้อยลงนั่นเอง

นอกจากนี้ แมทธิว วอร์กเกอร์ นักวิจัยด้วยสมองและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า ผู้ที่นอนหลับไม่เต็มอิ่มจะไม่ดึงดูดคนรอบข้าง ซึ่งยิ่งทำให้พวกเขาโดดเดี่ยวกว่าเดิม

“ยิ่งนอนน้อยเท่าไร คุณจะยิ่งไม่อยากมีส่วนร่วมกับสังคมมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งความรู้สึกมันถูกสะท้อนออกไปยังภายนอกทำให้คนรอบข้างก็ไม่อยากสุงสิงกับคนเหล่านี้”

แมทธิวชี้แจงด้วยว่า การอยู่คนเดียวทำให้เสี่ยงมีปัญหาสุขภาพ และเพิ่มความเสี่ยงเสียชีวิตมากกว่าร้อยละ 45 เมื่อเทียบกับคนทั่วไป ดังนั้นต้องนอนหลับให้เพียงพอ เพราะการนอนหลับอย่างเพียงพอแค่คืนเดียวก็จะทำให้คุณอยากเข้าสังคมและไม่รู้สึกโดดเดี่ยวแล้ว…

0

ภาวะข้อเท้าตก กับความลำบากในการใช้ชีวิต

ภาวะข้อเท้าตก เป็นหนึ่งอาการป่วยที่คนไม่ใช่น้อยบางทีอาจยังไม่คุ้นเคยนัก 
หรือบางคนอาจเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง แต่ยังไม่เข้าใจถึงอาการที่ชัดเจนนัก 
โดยคราวนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลความรู้เกี่ยวกับภาวะข้อเท้าตกในเรื่องต่าง
เช่น ความหมายของภาวะข้อเท้าตก สาเหตุ วิธีการรักษา และวิธีการป้องกันที่ได้ผล 
สู่การนำไปปรับประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม หากอยู่ในความเสี่ยงหรือเมื่อมีอาการดังกล่าว

รู้จักกับภาวะข้อเท้าตก
เป็นภาวะที่ร่างกายผิดปกติชนิดหนึ่ง อาจเกิดจากโรคบางอย่าง 
ส่งผลให้เส้นประสาทที่มาเลี้ยงบริเวณเท้าผิดปกติไปจากเดิม ทำให้กระดกเท้าไม่ขึ้น เช่น 
ในผู้ป่วยบางรายที่ไม่สามารถยกข้อเท้าได้ ความจริงแล้วความผิดปกติบางทีอาจไม่ได้เกิดที่ข้อเท้า 
แต่เกิดที่เส้นประสาท ทำให้มีภาวะข้อเท้าตก

ลักษณะของภาวะข้อเท้าตก
ผู้ป่วยจะไม่สามารถกระดกเท้าได้ หรือกระดกเท้าไม่ขึ้น 
ทำให้ยกเท้าไม่พ้นพื้นจึงสะดุดเท้าตัวเองล้มลงหรือสะดุดวัตถุอื่นแล้วล้มลงได้ง่าย 
คนป่วยจึงพยายามที่จะยกข้อเท้าให้สูงมากขึ้นกว่าเดิม 
ทำให้ท่าเดินผิดปกติแล้วก็ทรงตัวได้ยากขึ้นหรือทำให้ล้มได้ง่าย 
นอกจากนั้นอาจมีอาการชาบริเวณขาด้านข้าง รวมถึงรอบๆเท้าข้างบน

สาเหตุของภาวะข้อเท้าตก
*
เกิดจากเส้นประสาทที่ชื่อว่าพีโรเนียลซึ่งอยู่บริเวณหัวหัวเข่าด้านนอกถูกกดทับ ทำให้เส้นประสาทได้รับความเสียหาย
*
เส้นประสาทที่หลังถูกกระดูกกดทับ
*
อาการจากสมองหรือไขสันหลัง
*
ผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาต
*
อุบัติเหตุบริเวณหัวเข่า เช่น กระดูกหัก ข้อเข่าเคลื่อน 
อาจจะส่งผลให้เส้นประสาทได้รับบาดเจ็บได้
*
โรคประจำตัวอื่นๆเช่น กระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท 
หรือโรคที่ทำให้ภาวะปลายประสาทมีปัญหา เช่น โรคเบาหวาน โรคทางพันธุกรรมบางอย่าง ข้อหลังแข็ง ฯลฯ

การดูแลและรักษาภาวะข้อเท้าตก
หากมีลักษณะกระดกข้อเท้าไม่ขึ้น ควรจะรีบพบแพทย์โดยด่วน
ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพื่อป้องกันระดับอาการที่รุนแรงตามมา 
วิธีการรักษาคือกายภาพบำบัด เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นมาขึ้น 
และก็ช่วยทำให้มีโอกาสกลับมากระดกข้อเท้าได้ดีขึ้น วิธีกายภาพบำบัด ได้แก่
*
ยืดเหยียดเอ็นร้อยหวาย
*
ยืดเหยียดกล้ามเนื้อน่อง
*
อกกำลังกายเกร็งกล้ามเนื้อด้านหน้าขา

0

ฟันตาย อันตรายในช่องปาก

ฟันตาย เป็นอีกหนึ่งภาวะที่อันตรายภายในช่องปาก แต่ว่าหลายๆคนบางทีอาจไม่เคยทราบหรือเปล่ารู้จักมาก่อนกับภาวะนี้ 
แล้วก็เพื่อไขข้อสงสัยเกี่ยวกับภาวะฟันตาย ว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร อาการแบบไหน 
มีสาเหตุจากอะไร เพื่อคุ้มครองรวมทั้งเลี่ยงกับปัญหา รวมทั้งรักษาสุขภาพข้างในโพรงปากให้ถูก 
โดยข้อมูลที่ได้มาจากหมอฟันผู้ชำนาญเฉพาะทาง วิทยาเอนโดดอนท์

ส่วนประกอบของฟัน
*
เคลือบฟัน อยู่ชั้นนอกสุด
*
เนื้อฟัน ถัดเข้ามาจากเคลือบฟัน
*
โพรงประสาทฟัน มีเส้นเลือด เส้นประสาท และก็เซลล์ต่างๆ

ความหมายของฟันตาย
ฟันตาย เป็นฟันที่ไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงในโพรงประสาทฟัน ทำให้เซลล์ต่างๆในฟันตายไป

อาการที่สังเกตได้
*
ฟันเปลี่ยนสีคล้ำขึ้น
*
มีตุ่มหนองที่เหงือก เหงือกบวมหรือกดเจ็บรอบๆปลายรากฟัน
*
มีลักษณะเคี้ยวเจ็บหรือ กัดเจ็บ ซึ่งเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากอาการอักเสบรอบปลายรากฟัน
*
เคยมีอาการเสียวฟันมากเมื่อมีสิ่งกระตุ้น เป็นต้นว่า ทานน้ำร้อน น้ำเย็น แต่ว่าอยู่ก็ไม่รู้เรื่องสึก บางทีอาจเป็นสัญญาณของฟันตาย

ปัจจัยที่ทำให้ฟันตาย
เป็นภาวะอันตรายใดๆก็ตามที่ทำให้เชื้อโรคเข้าไปถึงโพรงประสาทฟันจนทำให้โพรงประสาทฟันติดเชื้ออักเสบแล้วก็ตายท้ายที่สุด 
ส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้
*
ฟันผุ ฟันสึก จนถึงโพรงประสาทฟัน
*
ฟันได้รับอุบัติเหตุถูกชนอย่างแรง ทำให้เส้นเลือดที่มาเลี้ยงฟันฉีกขาด
*
ฟันร้าว หรือฟันแตก จากการใช้งาน มักเกิดในคนชอบทานของเข็ง นอนกัดฟัน กัดโดนก้อนกรวดในข้าว ฯลฯ
*
เป็นโรคปริทันต์ขั้นรุนแรง

แนวทางตรวจอาการฟันตาย
หมอฟันจะทำซักประวัติ แล้วก็ตรวจฟันที่ต้องสงสัยอย่างละเอียด โดยการดู คลำ เคาะ 
ใช้เครื่องวัดความมีชีวิตของฟัน ร่วมกับมองภาพถ่ายรังสี แต่ 
ในบางครั้งอาจตรวจพบจากภาพรังสีในการตรวจฟันประจำปีโดยที่ผู้ป่วยไม่มีอาการบ่งบอกมาก่อนก็ได้

การดูแลรักษาฟันตาย
*
รักษารากฟัน
*
ถอนฟัน กรณีที่ฟันซี่นั้นไม่สามารถที่จะบูรณะได้ หรือคนไข้ไม่ประสงค์ที่จะเก็บฟันไว้

ถ้าหากไม่ได้รับการดูแลและรักษา
*
ฟันตายที่ไม่ได้รักษา กรณีจากฟันผุ จะผุพังไปเรื่อย
*
มีการติดเชื้อโรค ปวด บวม
*
มีการละลายของกระดูกปลายรากฟัน

การป้องกันฟันตาย
*
ตรวจสุขภาพฟันทุก เดือน
*
แปรงฟันให้สะอาดร่วมกับใช้ไหมขัดฟัน ปัญหาที่พบบ่อยเป็นคนไข้มักฟันผุรอบๆซอกฟัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการไม่ได้ใช้ไหมขัดฟัน
*
หลบหลีกการกินของแข็ง ลดโอกาสการเกิดฟันร้าว ซึ่งเป็นต้นเหตุฟันตาย
*
เลี่ยงการกินอาหารที่เป็นกรด ดังเช่นว่า ของกินรสเปรี้ยว น้ำอัดลม ฯลฯ

0

การบริหารร่างกาย ช่วยให้ ชะลอวัย แถมสุขภาพแข็งแรง

มีการวิจัยที่การันตีได้ว่า การบริหารร่างกายเป็นแนวทางหนึ่งที่จะดูแลสุขภาพที่ได้ผลอย่างชัดเจน
ซึ่งคุณประโยช์จากการบริหารร่างกายนี้
ทำให้ร่างกายแข็งแรงห่างไกลจากโรคร้ายต่างๆเช่น โรคหัวใจ โรคอ้วน
โรคเส้นเลือดในสมองตีบ ฯลฯ ยิ่งกว่านั้น การออกกำลังกายยังช่วยลดความตึงเครียด
และช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดีซึ่งทำให้มีผิวพรรณแจ่มใส รวมทั้งช่วยทำให้ดูอ่อนวัยขึ้น
การออกำลังกายนั้น มีส่วนช่วยให้แก่ช้าลงอย่างชัดเจน
เพราะเหตุว่าการบริหารร่างกายยังมีส่วนช่วยสำหรับการคงสภาพแล้วก็รักษาเซลล์ที่เป็น
ตัวควบคุมความแก่เฒ่า แถมยังช่วยสำหรับการต้านอนุมูลอิสระ
รวมทั้งทำให้ระบบการทำงานภายในร่างกายมีคุณภาพ โดยเหตุนั้น
ผู้ที่บริหารร่างกายอยู่ตลอด ก็เลยมักมีบุคลิกภาพที่สดใสร่าเริง รวมทั้งดูอ่อนวัยกว่าอายุจริง
โดยการบริหารร่างกายเพื่อการรักษาสุขภาพนั้น
ควรที่จะใช้เวลาในการออกกำลังกายประมาณ 30 – 60 นาที ซึ่งในหนึ่งอาทิตย์นั้น
ควรจะบริหารร่างกายอาทิตย์ละ 4-5 วันเพื่อให้ร่างกายได้พักบ้าง อย่างไรก็ตาม
คนที่พึ่งเริ่มออกกำลังกายนั้น ไม่ควรหักโหมตั้งแต่ครั้งแรก
เพราะเหตุว่าอาจจะส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ ฉะนั้น
ควรจะเริ่มจากการบริหารร่างกายน้อยๆเพียงวันละ 30 นาที และก็หลังจากนั้นจึงค่อยๆเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ
ทั้งนี้ การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพสามารถทำได้หลายรูปแบบ
ทั้งการบริหารร่างกายแบบเวทเทรนนิ่งซึ่งจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง
การบริหารร่างกายแบบคาร์ดิโอ ซึ่งส่งผลดีต่อลักษณะการทำงานของหัวใจและก็ปอด
รวมทั้งการบริหารร่างกายที่สร้างความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น เช่นโยคะ ฯลฯ
ซึ่งนอกเหนือจากการบริหารร่างกายแล้ว การที่จะมีร่างกายแข็งแรงอย่างยั่งยืน
ยังต้องอาศัยการกินอาหารที่มีประโยชน์และการนอนพักผ่อนที่ดีรวมถึงดื่มน้ำให้เพียงพอด้วยจ้ะ…

0

6 ข้อดีของการวิ่ง “จ๊อกกิ้ง”

การที่จะมีสุขภาพแข็งแรงได้นั้น ขึ้นกับปัจจัยหลายๆอย่างไม่ว่าจะเป็นการกินอาหาร การพักผ่อน
การใช้ชีวิต รวมทั้งที่สำคัญ เป็น การบริหารร่างกาย ซึ่งแต่ละคนก็มีวิธีการบริหารร่างกายที่แตกต่าง
กันออกไป ซึ่ง “การวิ่งจ๊อกกิ้ง” ก็เป็นการบริหารร่างกายที่ง่ายและสะดวก ทุกเพศทุกวัยสามารถ
ทำได้ และวันนี้พวกเราก็เลยได้รวบรวมของดีของการ จ๊อกกิ้ง มาฝากกัน
1.เพิ่มสมาธิให้มีมากขึ้น
ด้วยเหตุว่าในช่วงเวลาที่พวกเราวิ่งจะมีผลให้พวกเรามีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งที่พวกเราทำ
จนกระทั่งขั้นที่สามารถนับก้าววิ่ง ได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ไอทีเลย
2.พัฒนาบุคลิกภาพ
การวิ่งจ๊อกกิ้ง เป็น การวิ่งที่เป็นการทรงตัวโดยธรรมชาติ
แล้วก็จะปรับปรุงบุคลิกภาพตามหลักสรีรศาสตร์อัตโนมัติ
ถ้าเกิดคุณบุคลิกภาพไม่ค่อยดี แนะนำให้ลองวิ่งจ๊อกกิ้งดู
3.ส่งผลในการช่วยลดหุ่น
คุณสามารถวิ่งเหยาะๆได้ราวๆ 30-60 นาที โดยที่คุณไม่รู้สึกอ่อนเพลียหรือฝ่าฝืนร่างกายเกินไป
ซึ่งการวิ่งด้วยเวลาขนานนั้นจะช่วยทำให้ไขมันลดน้อยลงอย่างมีคุณภาพนั่นเอง
4.ช่วยป้องกันการเกิดโรคภัย
ไม่เฉพาะแต่ช่วยลดหุ่นแค่นั้น การวิ่งยังสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆได้ด้วย
ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ หรือ โรคความดันโลหิตสูง แถมยังช่วยลดระดับไขมันใน
เส้นโลหิต ทำให้เลือดสูบฉีดได้ดี จึงไม่เป็นลมเป็นแล้งง่าย
5.คลายความเครียด
ไม่ว่าคุณจะเครียดจากเรื่องอะไร เพียงลองออกไปวิ่งคุณก็จะไม่ว่างนึกถึงเรื่องอื่นแล้ว
ด้วยเหตุว่าคุณจะระลึกถึงทางที่คุณจะวิ่งแค่นั้น นอกจากนี้สารเอ็นดอร์ฟินที่หลั่งออกมาจะช่วย
ทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายได้
6.เพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ
การวิ่งจะช่วยทำให้กล้ามพัฒนาไปครั้งละนิด จนถึงแข็งแรงในที่สุด
ซึ่งถือเป็นการฝึกความอดทนไปในตัวด้วย
สำหรับใครที่ไม่ค่อยมีเวลาว่าง อยากให้ลองสละเวลาสักหน่อยไปวิ่งจ๊อกกิ้งดู
แล้วคุณก็จะได้รับคุณประโยชน์ในแบบที่คุณอาจไม่รู้จักมาก่อน…

0

เรียนรู้สาเหตุสำคัญที่จะทำให้เกิดอาการริมฝีปากแห้ง

อาการริมฝีปากแห้งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ถ้าหากว่าไม่มีการดูแลที่ดีพอ
มันอาจนำมาซึ่งแผลบริเวณริมฝีปากที่จะทำให้เราหงุดหงิดรำคาญใจได้
ถ้าอย่างนั้นก็ลองมาศึกษาถึงสาเหตุของมัน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มันเกิดขึ้น

สำหรับคำจำกัดความของคำว่าริมฝีปากแห้งก็คือการที่ริมฝีปากนั้นเริ่มขาดความชุ่
มชื้น เริ่มมีความตึงแห้ง ลอกออกมาเป็นขุยๆ หรือว่าเป็นแผ่นๆ
บางครั้งเมื่อริมฝีปากมีการเคลื่อนไหวเยอะๆ
ก็จะทำให้แตกปริและมีเลือดออกมาซิบๆ
ขณะที่เมื่อหายดีแล้วบางครั้งก็อาจจะทำให้เกิดรอยด่างดำ ดูหมองคล้ำเอาได้

สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการพยายามหลีกเลี่ยงสาเหตุต่างๆ ที่จะทำให้ริมฝีปากแห้งขึ้นมา
และสาเหตุหลักๆ ทั้งหมดที่ทำให้ใครหลายคนมีอาการ
อย่างแรกสุดเลยก็คือการดื่มน้ำที่น้อยเกินไป เป็นที่ทราบกันดีว่าการดื่มน้ำเยอะๆ
นั้นจะทำให้ร่างกายชุ่มชื้น รวมไปถึงริมฝีปากด้วยเช่นกัน ถ้าหากว่าดื่มน้ำน้อย
ริมฝีปากก็จะไม่มีน้ำมาหล่อเลี้ยง จนทำให้แห้งได้ง่าย

เรื่องของสภาพอากาศก็มีส่วนที่ทำให้ริมฝีปากแห้งได้เช่นกัน
โดยอากาศที่ร้อนก็จะทำให้ริมฝีปากขาดความชุ่มชื้น
การถูกแสงแดดอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้ริมฝีปากโดนรังสียูวี
ทำให้สูญเสียความยืดหยุ่นของเซลล์ ขาดความชุ่มชื้นได้อีกเช่นกัน
ส่วนอากาศที่เย็นแห้งๆ ก็จะทำให้การไหลเวียนโลหิตในร่างกายนั้นไม่ดี
รวมไปถึงบริเวณริมฝีปากด้วย
อันที่จริงไม่ใช่แค่เรื่องสภาพอากาศตามธรรมชาติเท่านั้น
แต่ใครที่อยู่ในห้องแอร์เย็นๆ เป็นเวลานานก็สามารถเกิดอาการได้เช่นกัน

การใช้ลิปสติกหรือว่าลิปบาล์มบางชนิด
ซึ่งมีสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือว่าริมฝีปากแห้งก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ
แม้ว่าเราจะพยายามเติมมันไปที่ฝีปากอยู่เรื่อยๆ แต่เมื่อใดก็ตามที่ไม่ได้ใช้ขึ้นมา
มันก็จะทำให้ริมฝีปากแห้ง และแตกง่ายมากกว่าเดิม
นอกจากนี้แล้วยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปากบางชนิดก็เป็นสาเหตุได้เช่นกัน

การขาดวิตามินบีก็ทำให้ริมฝีปากแห้งได้ง่าย
ขณะที่ใครมีอาการร้อนในก็จะมีอาการแบบเดียวกันได้ง่ายเช่นกัน
นอกจากนี้แล้วเรื่องของอุปนิสัยส่วนตัวก็เป็นสาเหตุได้เช่นกัน
โดยใครที่ชอบเลียริมฝีปากมากๆ จะทำให้ความชุ่มชื้นที่ริมฝีปากหมดไป
เพราะเอ็นไซม์ในน้ำลายจะทำให้มันแห้งมากขึ้นนั่นเอง

นี่แหละคือสาเหตุสำคัญต่างๆ ที่ควรต้องหลีกเลี่ยงเอาไว้
ถ้าหากว่าไม่อยากให้ริมฝีปากของเราแห้ง
เรียนรู้เอาไว้ถือว่าเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย…

0

ปวดหลังอยู่บ่อยๆ ควรจะมีวิธีแก้อย่างไรดี

อาการปวดหลังถือว่าเป็นหนึ่งในอาการยอดฮิตที่คนเป็นกันมาก
แน่นอนว่ามันสร้างความรำคาญและสร้างปัญหาให้กับการใช้ชีวิตมากพอสมควร
ถ้าอย่างนั้นก็ควรที่จะมาหาวิธีแก้ที่เหมาะสมกันดีกว่า
ก่อนอื่นให้ศึกษาดูก่อนว่าอาการปวดหลังนั้นมีสาเหตุจากอะไรบ้าง
ถ้าประเมินดูแล้วมันสามารถเป็นได้หลากหลาย
อย่างแรกสุดเลยก็คือเส้นเอ็นหรือว่ากล้ามเนื้ออาจจะมีอาการอักเสบขึ้นมาได้
อาจจะเป็นไปได้จากการยกของหนัก หรือไม่ก็เคลื่อนที่แบบผิดจังหวะกะทันหัน
เมื่อเส้นเอ็นตึงขึ้นมาก็จะทำให้ปวดหลังได้
สาเหตุต่อมาก็คือหมอนรองกระดูกโป่งพองหรือไม่ก็ฉีกขาด
โดยปกติแล้วหมอนรองกระดูกสันหลังนี้จะคอยทำหน้าที่พยุงรองรับแรงกระแทกระหว่างกระดูกสันหลัง
แต่เมื่อเกิดฉีกขาดขึ้นมาก็อาจจะไปกดทับเส้นประสาท จนเป็นสาเหตุให้ปวดหลังได้ อีกอย่างก็คือโรคข้อเสื่อม ข้ออักเสบ
อาจจะส่งผลให้ปวดหลังได้เหมือนกัน สำหรับโครงกระดูกที่ผิดปกติก็เป็นเหตุได้ โดยเฉพาะคนที่กระดูกสันหลังโค้งผิดรูป
หรือว่ากระดูกสันหลังคด เช่นเดียวกับคนที่เป็นโรคกระดูกพรุน
ก็อาจจะทำให้มีอาการปวดหลังเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน
เมื่อศึกษาสาเหตุเหล่านี้แล้ว
สิ่งไหนที่สามารถควบคุมได้ด้วยการป้องกันก็ให้ทำเพื่อลดโอกาสปวดหลัง
แต่หากว่าพลาดเป็นขึ้นมาแล้ว
มันก็มีหลากหลายวิธีในการแก้อาการปวดหลังได้เช่นกัน
เช่นจะต้องมีความกระตือรือร้น เคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ
จะช่วยให้อาการปวดหลังนั้นฟื้นฟูขึ้นมาได้ดียิ่งขึ้น
บางคนที่เป็นระยะเริ่มต้นอาจจะใช้วิธีการใช้ความร้อนหรือความเย็นมาช่วยบรรเทาอาการได้ โดยอาจจะอาบน้ำร้อน
หรือไม่ก็ใช้ความร้อนมาประคบตรงบริเวณที่มีอาการปวด
ขณะที่ความเย็นที่นำมาใช้ประคบก็จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้เช่นกันในระยะสั้น
แต่ควรจะหลีกเลี่ยงการใช้น้ำแข็งสัมผัสกับผิวหนังโดยตรง เพราะอาจจะกัดผิวหนังจนเป็นแผลได้
การซื้อยาลดการอักเสบก็สามารถบรรเทาอาการได้เช่นกัน
แต่ก็ควรปรึกษาเภสัชกรให้ดีก่อน ขณะที่ทางด้านสภาพจิตใจ การที่เป็นคนมองโลกในแง่บวก
และรู้สึกผ่อนคลายก็จะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้เช่นกัน
เป็นเรื่องของด้านจิตใจที่จะช่วยเยียวยาให้ทุกอย่างดีขึ้นได้เช่นกัน
นอกเหนือจากนี้ก็ยังมีท่าบริหารร่างกายต่างๆ เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดหลังให้ดีขึ้น
บางคนอาจจะต้องปรึกษาแพทย์หรือไม่ก็นักกายภาพบำบัด เพื่อให้การบริหารนั้นเป็นไปอย่างถูกต้อง
ทุกอย่างที่แนะนำมานี้อาจจะต้องทำควบคู่กันไป เพื่อให้อาการปวดหลังทุเลาลง
นี่คือวิธีการแก้ไขหากว่ามีอาการปวดหลัง
แต่จะให้ดีแล้วก็ควรป้องกันไม่ให้เป็นตั้งแต่แรกก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด…

0

ไพลเหลือง สมุนไพรล้มลุกรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่

ไพลเหลือง เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์ขิง สมุนไพรล้มลุกชนิดนี้ มีชื่อเรียกอื่นว่า กะทือพิลาส หรือ ดาเงาะ ข้อมูลบางแห่งก็ใช้ชื่อว่า
กระทือช้าง แล้วแต่ภูมิภาคและถิ่นกำเนิด แต่ขอให้ทราบไว้ว่าทั้งหมดทั้งมวล คือ ไพลเหลือง เหมือนกัน
โดยลักษณะของ ไพลเหลือง เป็นพืชล้มลุก มีเหง้าอยู่ใต้ดิน มีความสูง 2-3 เมตร เป็นพืชพื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มีเขตการกระจายพันธุ์ในมาเลเซีย และในประเทศไทย พบขึ้นทางภาคใต้ โดยมักขึ้นในป่าดงดิบ ริมลำธารหรือตามชายป่าที่ความสูง 300 เมตร
ส่วนลักษณะของใบไพลเหลือง เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปหอก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 6-10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 30-50 เซนติเมตร
ถือว่าค่อนข้างใหญ่สำหรับพืชในตระกูลขิง ขณะที่ ดอกไพลเหลือง จะออกดอกเป็นช่อสีเหลือง
เมื่อแก่จึงอาจจะเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดง ลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกแข็ง มีขนาดกว้างประมาณ 6-7 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตร
ซึ่งช่อดอกเกิดจากใบประดับเรียงซ้อนอัดกันแน่น กลีบรองดอกเป็นสีครีม ยาวได้ถึง 3.5 เซนติเมตร ผิวเกลี้ยง
ดอกย่อยเป็นรูปกรวย ยาวประมาณ 3 เซนติเมตร ปลายกว้างถึง 1 เซนติเมตร กลีบปากแยกออกเป็น 3 แฉก สีม่วงดำมีจุดสีเหลือง
ปลายแฉก ตรงกลางเว้าตื้น อ้าเป็น 2 แฉกเล็ก ด้านเกสรเพศผู้ของไพลเหลืองจะมีอันเดียว ก้านสั้น อับเรณูยาวได้ประมาณ 1.2 เซนติเมตร
ก้านชูเกสรเพศเมียเป็นสีม่วง รังไข่มีขนขึ้นประปรายสีดำ ออกดอกในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนพฤศจิกายน
ปิดท้ายที่ ผลไพลเหลือง จะมีลักษณะเป็นรูปรี มีขนาดกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3 เซนติเมตร ออกแทรกกันในกลีบดอก
โดยจะติดผลในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคมของทุกปี แม้ ไพลเหลืองจะได้รับความนิยมจากผู้คนในฐานะไม้ประดับทั่วไป
เนื่องจากดอกมีสีสันสวยงาม และมีลักษณะคล้ายคลึงกับ ดาหลา นอกจากนี้ยังนิยมนำยอดอ่อนมาต้มกินเป็นผักแกล้มกับข้าวในมื้ออาหาร
อย่างไรก็ตาม สรรพคุณของ ไพลเหลือง ถือเป็นอะไรที่น่าสนใจ เพราะสมุนไพรชนิดนี้มีฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์และมีเอนไซม์ Zerumbone synthase
ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งถือว่าน่าสนใจมากโดยเฉพาะการที่ชาวบ้านนิยมนำมารับประทานเป็นผักแกล้ม
นอกจากนี้ ไพลเหลือง ยังเป็นสมุนไพรในตำรายาของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ใช้ในการรักษาอาการตาแดง
รวมถึงใช้เป็นยาแก้อาการปวดศีรษะ ปวดหลัง ได้ด้วย ดังนั้น แค่ปลูกเอาไว้ติดบ้านคงไม่พอเสียแล้ว
เพราะสรรพคุณในการรักษามะเร็งนั้นเป็นอะไรที่ผู้คนให้ความสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน ยุคที่แม้แค่หายใจก็อาจป่วยได้…

0

สเตียรอยด์ กับเหตุผลที่ต้องเป็นสารต้องห้าม

ไม่ว่าวงการความสวยความงาม หรือในวงการกีฬา ยาสเตียรอยด์
มักจะเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงให้เป็นประเด็นอยู่เสมอ โดยเฉพาะในเรื่องความอันตรายของมัน
หลายๆ คนจึงอยากจะรู้ว่า ยาสเตียรอยด์ เป็นอันตรายจริงหรือไม่
ใช้อย่างไรถึงจะไม่เกิดอันตราย วันนี้เราจะหยิบยกเรื่องนี้มาคุยกัน
สเตียรอยด์ เป็นชื่อเรียกโดยย่อของกลุ่มยาที่มีชื่อเต็มว่า corticosteroid
ซึ่งยาในกลุ่มนี้มีฤทธิ์และข้อบ่งใช้มากมาย สามารถใช้ในโรคหรือภาวะต่างๆได้อย่างหลากหลาย
ประเภทของสเตียรอยด์
1. สเตียรอยด์ประเภทใช้ภายนอก
สามารถแบ่งตามรูปแบบของยาและตัวอย่างของโรคที่ใช้ได้ ดังนี้
– ยาทา (ทั้งในรูปแบบครีม โลชัน ขึ้ผึ้ง) สำหรับรักษาผื่นแพ้ ลมพิษ ผิวหนังอักเสบสะเก็ดเงิน
– ยาหยอดตา ยาป้ายตา ยาหยอดหู สำหรับรักษาภูมิแพ้หรืออักเสบที่ตาและหู
– ยาพ่นจมูก สำหรับรักษาโรคภูมิแพ้ที่มีอาการทางจมูก ริดสีดวงจมูก
– ยาพ่นคอ สำหรับรักษาโรคหืด ภูมิแพ้ที่ทำให้เกิดอาการหอบ
2. สเตียรอยด์ประเภทกินและฉีด
ใช้ในการรักษาโรคหรือภาวะบางอย่าง ที่จำเป็นต้องใช้ยากินหรือยาฉีดเท่านั้น เช่น
อาการแพ้บางชนิด โรคหืดชนิดรุนแรง โรคภูมิคุ้มกันไวเกิน
หรือใช้ในผู้ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ เป็นต้น
สเตียรอยด์ในวงการกีฬา
เหตุผลที่นักกีฬาบางคนมักแอบใช้สารสเตียรอยด์ เพราะช่วยเบิร์นไขมัน
เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้โตเร็วขึ้น
และช่วยฟื้นฟูสภาพกล้ามเนื้อให้หายจากอาการบาดเจ็บได้เร็วขึ้น
ซึ่งในบางกรณีแพทย์จะสั่งยาให้นักกีฬา เพื่อบรรเทาอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ
จึงมีความเป็นไปได้ที่ยาเหล่านั้นอาจมีสเตียรอยด์ผสมอยู่ด้วย
แต่สเตียรอยด์เป็นสารต้องห้ามสำหรับนักกีฬา เพื่อป้องกันการโด๊ปร่างกายโดยใช่เหตุ
และตัวสเตียรอยด์เองก็เป็นสารอันตรายที่ต้องแพทย์ต้องเป็นผู้สั่งให้เท่านั้น
ดังนั้นหากนักกีฬาถูกจับได้ว่าใช้สารกระตุ้นอย่างผิดกฎหมาย
ก็จะถูกลงโทษโดยการแบนจากการแข่งขันเป็นระยะเวลาหนึ่ง
อันตรายจากยาสเตียรอยด์
การกินหรือฉีดยาสเตียรอยด์ในขนาดน้อยๆ เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ
มักไม่ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง แต่ถ้ากินหรือฉีดต่อเนื่องเป็นเวลานาน
จะก่อให้เกิดผลเสียที่รุนแรงหลายประการด้วยกัน ได้แก่ ติดเชื้อโรค
(ยากดการทำงานของภูมิคุ้มกันในร่างกาย) เป็นเบาหวาน (ยาทำให้น้ำตาลในเลือดสูง)
บวมและความดันโลหิตสูง (ยาทำให้ขับน้ำลดลง แต่เพิ่มการสะสมไขมันที่หน้า
หลังและท้อง) กระดูกพรุน (ยารบกวนสมดุลการสร้างกระดูก)
รวมทั้งเป็นแผลในทางเดินอาหาร ผิวหนังเหี่ยวย่นและบาง ตาเป็นต้อ
การทำงานของต่อมหมวกไตผิดปกติ รบกวนการเจริญเติบโตในเด็ก เป็นต้น
ดังนั้น เราจึงควรระวังสเตียรอยด์ในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการทา หยอด พ่น หรือฉีด
สิ่งสำคัญ คือ ควรใช้เมื่อแพทย์เป็นผู้สั่งให้เท่านั้น…

0

การนั่งนานๆส่งผลให้เกิดอาการขาบวมจริงหรือไม่

หลายคนคงจะเคยได้ยินกันมาแล้วว่าการนั่งนานนั้นทำให้ขาบวม
ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงเพราะขา เท้า บวม (Leg and foot swelling)
เป็นอาการที่พบได้บ่อยเมื่อร่างกายขาดการเคลื่อนไหว
และจากแรงโน้มถ่วงของโลกที่จะดึงทุกสิ่งลงที่ต่ำเสมอ ซึ่ง คือ ขา
และเท้า จึงส่ง ผลให้การไหลเวียนโลหิตในบริเวณส่วนขา และเท้าลดลง
เลือดดำจึงมักคั่งในบริเวณขาและเท้า
ส่งผลให้น้ำในหลอดเลือดดำไหลซึมออกจากหลอดเลือดเข้ามายังเนื้อเยื่
อรอบๆหลอดเลือด
ทำให้เกิดน้ำคั่งในเนื้อเยื่อของขา และเท้า หรือ คือ ขา
เท้าบวมนั่นเอง โดยเฉพาะเมื่อ สวมรองเท้า ถุงเท้าที่รัดแน่น
แต่เมื่อได้รับการนวดเบาๆ การเคลื่อนไหวขา เท้า และการยกเท้าสูง
อาการบวมก็จะยุบลง ขาและเท้าจะกลับสู่ภาวะปกติ
ส่วนอาการขาบวมที่เกิดจากลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำของขา หรือ
Deep vein Thrombosis เรียกย่อ ว่า DVT
(ภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ) ที่พบได้จากการนั่งนานๆ
ไม่มีการเคลื่อนไหวในพื้นที่จำกัด การขยับตัวลำบาก คือ การนั่งเครื่อง
บินระยะทางไกลๆ (ระหว่างประเทศ) ในชั้นประหยัด (Economy class)
ซึ่งผลข้างเคียงจากโรคนี้ คือ
โอกาสเกิดเป็นโรคหลอดเลือดเล็กๆในปอดอุดตัน
จากลิ่มเลือดเล็กๆที่ขานี้ หลุดเข้าสู่ระบบการไหลเวียนโลหิตของร่างกาย
(ภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ)
ซึ่งเป็นภาวะที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
โดยมักจะเกิดกับผู้ที่นั่งเครื่องบินนานๆ
ซึ่งเรามีเทคนิคมาแนะนำในยามที่คุณต้องนั่งเครื่องนานๆว่าควรทำอย่าง
ไร
1.ใส่ถุงเท้ากระชับเรียวขา
การใส่ถุงเท้ากระชับเรียวขา นั้นเพื่อที่จะไม่ให้เกิดอาการบวม
เราจะต้องรู้จักวิธีป้องกันเสียก่อน
โดยการให้สวมถุงเท้ากระชับเรียวขาหรือเลคกิ้งกระชับเรียวขากันตั้งแต่

ก่อนจะขึ้นเครื่องบิน
จะใส่ตั้งแต่ออกจากบ้านก็สามารถทำได้แต่อาจจะทำให้มีเหงื่อออกบริเว
ณขา ถ้าเป็นไปได้แนะนำว่าให้มาเปลี่ยนที่สนามบินจะดีกว่า
2.ใส่ถุงเท้าแยกนิ้ว
สิ่งสำคัญคือจะต้องให้นิ้วเท้าของเราสามารถขยับได้สบายที่สุด
ดังนั้นแนะนำว่าใส่เป็นถุงเท้าแยกนิ้วจะทำให้สามารถขยับได้สะดวกมา
กกว่า
3.ดื่มน้ำมากๆ
หลายคนพยายามไม่ดื่มน้ำเพราะกลัวอาการบวมน้ำ
แต่จริงๆแล้วเป็นความคิดที่มีผลตรงกันข้ามเลยเพราะในบางครั้งเมื่อร่าง
กายขาดน้ำก็จะยิ่งทำให้เกิดปฏิกิริยาบวมขึ้นมาแทนนั่นเอง
การดื่มน้ำทดแทนบนเครื่องบินนั้น
ไม่ใช่การแก้ไขเรื่องอากาศแห้งภายในเครื่องบิน
แต่จำเป็นในการแก้ไขเรื่องอาการบวมต่างหา
4.นอนยกขา
ตอนนอนให้เอาผ้าขนหนูมาม้วนและรองไว้ตรงปลายเท้า
ให้ขาเรายกขึ้นตามระดับเล็กน้อย
เพื่อให้น้ำที่ยังเก็บสะสมในขาเราได้ไหลกลับขึ้นไปยังทางส่วนศีรษะเรา
นั่นเอง
แต่ไม่ได้หมายความว่ายกขาไว้ตลอดแล้วจะดีเพราะว่าถ้ายกสูงเกินไป
ผลที่ได้จะตรงกันข้าม
อาจจะทำให้บางส่วนของร่างกายต้องแบกรับภาระมากเกินไป
หรือบางทีอาจจะเป็นสาเหตุทำให้รู้สึกเหนื่อยขึ้นมาแทนได้…