เคล็ดลับหน้าสวยเนียนนุ่ม เหมือนหน้าเด็ก Blog

0

รู้จักกับอาการ CVS ตาพร่า มองไม่ชัด ปวดหัว

เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยมีอาการตาพร่ามัว มองไม่ชัด ปวดหัว หรืออาจเห็นภาพซ้อน
ซึ่งเป็นอุปสรรคสำหรับคุณในการมองเห็น จนอยากรู้สาเหตุที่แท้จริง
วันนี้เราจะมาบอกเล่าถึงอาการนี้ เพื่อให้คุณได้หาวิธีรักษาต่อไปได้อย่างถูกต้อง
อาการ Computer Vision Syndrome (CVS)
อาการตาพร่ามัว มองไม่ชัด ปวดหัว เห็นภาพซ้อน แบบนี้ ถือว่าเป็นอาการของโรค
Computer Vision Syndrome (CVS)
ซึ่งมีสาเหตุมาจากการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ประมาณ 2-3ชั่วโมงติดต่อกัน
รวมถึงเกิดจากพฤติกรรมการมองจอภาพในระยะใกล้เกินกว่าครึ่งฟุตหรือประมาณ 6นิ้ว เป็นเวลานานๆ
พฤติกรรมในลักษณะนี้
ทำให้เราต้องใช้กล้ามเนื้อรอบดวงตากับประสาทตาเพื่อการเพ่งจออยู่ตลอด
ส่งผลให้เกิดอาการดวงตาตึงเครียด ตาช้ำ ตาล้า ตาแดง แสบตา ตาพร่ามัว
มองภาพไม่ชัดเจน มองเห็นภาพซ้อน ตาฝืดแห้งและมีอาการปวดบริเวณรอบดวงตา
ยิ่งไปกว่านั้น ในบางครั้งอาจเกิดอาการปวดหัว ปวดคอ ปวดไหล่หรือปวดหลังร่วมด้วย
ซึ่งความรุนแรงของอาการจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น
ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้สายตาอยู่หน้าจอเป็นเวลานานเท่าไหร่
ซึ่งหากปล่อยอาการทิ้งเอาไว้โดยไม่ทำการรักษา
อาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อดวงตาในระยะยาวและมีความเสี่ยงต่อโรคดวงตาต่างๆ เช่น
โรคต้อหิน โรคจอประสาทตาเสื่อม และต้อกระจกได้
สาเหตุของ Computer Vision Syndrome (CVS)
1. จ้องมองหน้าจอติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ
ในช่วงแรกอาจมีอาการคล้ายกับคนสายตาสั้น ทำให้ต้องจ้องมองหน้าจอใกล้ๆ
ต่อมาจะรู้สึกว่าตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน
และหากเพ่งหรือจ้องหน้าจอเป็นเวลานานเกินกว่า 6 ชั่วโมง
จะทำให้เกิดอาการปวดกระบอกตา ซึ่งหากยังคงใช้สายตาจ้องไปเรื่อย ๆ
อาการจะเริ่มรุนแรงมากขึ้น เช่น วิงเวียน ตามัว มีอาการคลื่นไส้อาเจียน
2. ไม่ค่อยกะพริบตา
การกะพริบตาของคนเรา ถือเพื่อเป็นการเกลี่ยน้ำตาให้คลุมผิวตาให้ทั่วๆ
ซึ่งมีอัตราการกะพริบตา 1 นาที ต่อ 20 ครั้ง
แต่เมื่อไหร่ที่เราอ่านหนังสือหรือจ้องหน้าจอคอมนานๆ การกะพริบตาก็จะลดลง
ซึ่งการจ้องหน้าจอแบบนี้ ทำให้การกะพริบตาลดลงมากกว่า 60% ส่งผลให้ผิวตาแห้ง
แสบตา เคืองตา คันตา รู้สึกฝืดๆ ในตาได้ และอาจมีอาการอ่อนล้าทางประสาทตาและมีอาการตาแดง
3. แสงจ้าและแสงสะท้อนจากหน้าจอ
เมื่อไหร่ที่ดวงตาของเราต้องเพ่งบริเวณหน้าจอที่มีแสงจ้าเป็นเวลานานๆ
หรืออาจใช้สมาร์ทโฟนกับคอมพิวเตอร์ ในพื้นที่ที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ
ก็จะทำให้กล้ามเนื้อหนังตาเกร็งตัวจนผิดปกติ
ซึ่งอาการแรกเริ่มกล้ามเนื้อตาจะกระตุกเกร็งแต่ไม่มาก ส่งผลให้กะพริบตาถี่ขึ้นกว่าปกติ
และหากเป็นมากขึ้นกล้ามเนื้อหนังตาจะเกร็งจนต้องกะพริบตาอย่างแรงๆ
เราได้รู้จักอาการของ Computer Vision Syndrome (CVS) รวมถึงสาเหตุกันไปแล้ว
ต่อไปเราจะมาบอกแนวทางการรักษาอาการนี้กัน…

0

6 อาหารที่มีไขมันดี สำหรับคนรักสุขภาพ

1. น้ำมันมะกอก
ถ้าจะว่ากันถึงประโยชน์ของน้ำมันมะกอก
อย่างหนึ่งที่ทุกคนทราบดีก็คือประโยชน์ในเรื่องของการบำรุงสุขภาพหัวใจ
แต่สำหรับในเรื่องการลดน้ำหนัก
น้ำมันมะกอกมีส่วนช่วยในการเพิ่มระดับฮอร์โมนอะดิโพเนคติน (Adiponectin)
ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่สำคัญในการกำจัดไขมันในร่างกาย
ซึ่งถ้าหากร่างกายของเรามีฮอร์โมนชนิดนี้น้อย

2. อะโวคาโด
อะโวคาโดเพียงครึ่งผลก็มีไขมันไม่อิ่มตัวสูงถึง 10 กรัม
และเจ้าไขมันชนิดนี้นี่ล่ะค่ะที่่ช่วยป้องกันการเกิดไขมันสะสมบริเวณเอว
อีกทั้งยังช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายได้อีกด้วย
นี่ยังไม่รวมถึงแร่ธาตุและวิตามินอีกกว่า 20
ชนิดที่อยู่ในอะโวคาโดซึ่งให้ประโยชน์ต่อร่างกาย

3. ไข่
ไข่เป็นอาหารที่คนลดน้ำหนักควรรับประทาน
เพราะว่าไข่ทั้งฟองอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย
ไม่ว่าจะเป็นวิตามินและแร่ธาตุ หรือโปรตีนที่อยู่ในไข่
อีกทั้งในไข่แดงยังมีไขมันชนิดที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย
ซึ่งเป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่คุณค่าใกล้เคียงกับไขมันในปลาทะเลน้ำลึก
นอกจากนี้ไข่แดงก็ยังมีกรดไขมันโอเมก้า 3
ไขมันเหล่านี้ล้วนแต่ดีกับสุขภาพทั้งนั้นเลย อยากลดน้ำหนักพร้อม ๆ กับสุขภาพดี
ก็ต้องรับประทานไข่แบบทั้งฟอง

4. เนยถั่ว
ประโยชน์ของเนยถั่วจะมีไขมันดี
หรือไฟเบอร์ที่อยู่ในถั่วที่นำมาทำเป็นเนยถั่ว
การรับประทานเนยถั่วจะทำให้อิ่มและอยู่ท้องนานขึ้น
ลดความอยากอาหารหรือของหวานต่าง ๆ แต่ก็ควรเลือกเนยถั่วล้วนนะคะ
เพราะเนยถั่วที่ผ่านการปรุงแต่งรสแล้วจะมีน้ำตาลสูง ยิ่งกินก็ยิ่งอ้วน

5. ปลาที่มีกรดไขมันสูง
กรดไขมันที่อยู่ในปลาทะเลน้ำลึก อย่างกรดไขมันโอเมก้า 3
เป็นไขมันที่ดีกับสุขภาพเมื่อเทียบกับไขมันในเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ๆ
เพราะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้
อีกทั้งการรับประทานปลาที่มีกรดไขมันสูงในช่วงลดน้ำหนักก็ยังช่วยทำให้ร่างกา
ยได้รับไขมันเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายอีกด้วย
ดีแบบนี้จดไว้เลยค่ะสำหรับคนลดน้ำหนัก

6. ถั่วเปลือกแข็ง
ถั่วเปลือกแข็งนอกจากเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีกับร่างกายแล้ว
ก็ยังอุดมไปด้วยไขมันและไฟเบอร์
อีกทั้งไขมันที่อยู่ในถั่วเปลือกแข็งก็ยังเป็นไขมันชนิดที่ดีกับสุขภาพ
ช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดที่ดี ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
ขณะที่ไขมันในถั่วเปลือกแข็งยังช่วยทดแทนไขมันชนิดอื่น ๆ
ที่เราเลี่ยงในช่วงลดน้ำหนักได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้เองก็ไม่ควรจะรับประทานเยอะ
ควรรับประทานไม่เกินวันละ 1 กำมือ เพราะไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้อ้วนได้…

0

ท่านั่งที่ควรเลี่ยง เสี่ยงปวดหลัง ร่างพัง กายภาพแพง

การนั่ง ถือเป็นการพักร่างกายวิธีหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะไม่เป็นอันตรายใดๆ แต่รู้หรือไม่
แค่นั่งเฉยๆ แต่เป็นเวลานานๆ ก็อาจเป็นอันตรายได้ไม่แพ้การใช้แรงในแบบอื่นๆ เลย
ท่านั่งแบบไหน ที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการต้องทำกายภาพในภายหลัง
เราลองมาดูกันเลย

1. นั่งไขว่ห้าง
เมื่อเราลงน้ำหนักไปที่ขาและเท้าข้างใดข้างหนึ่ง
ทำให้เลือดไหลเวียนบริเวณขาได้ไม่ดีนัก นอกจากจะทำให้เมื่อยแล้ว
ยังทำให้กล้ามเนื้อสะโพก เอว หลัง ไปถึงหลังศีรษะผิดรูป กล้ามเนื้อข้างกระดูกไม่สมดุล
กระดูกชายโครงเกร็งรั้ง และอาจทำให้กระดูกสันหลังคดงอ เส้นประสาททำงานผิดปกติ
จนไปถึงหมอนรองกระดูกเสื่อม หรือหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท
ที่ถือเป็นโรคยอดฮิตของชาวออฟฟิศเลยทีเดียว

2. นั่งหลังค่อม พุงแอ่น
นอกจากบุคลิกจะไม่ดีแล้ว การนั่งหลังค่อมยังทำให้กระดูกสันหลังงอ
หากนั่งในท่านี้ไปนานๆ โดนไม่ขยับร่างกายเลย จะทำให้กล้ามเนื้อเกร็ง
เกิดอาการคั่งของกรดแล็คติค จนมีอาการเมื่อยล้าตลอดเวลา
และกระดูกคดงอผิดรูปถาวรได้

3. นั่งเบาะไม่เต็มก้น
หลายๆ คนนั่งแค่ครึ่งเบาะ มักมีพฤติกรรมนั่งหลังไม่พิงเบาะ
จึงเป็นเหตุให้หลังค่อมโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ยังทำให้กล้าเนื้อหลังทำงานหนักมากขึ้น
เพราะฐานบริเวณก้น รับรองน้ำหนักที่ได้ไม่เต็มที่นั่นเอง

4. นั่งขัดสมาธิ
การนั่งท่าขัดสมาธินานๆ อาจทำให้เป็นเหน็บชา เนื่องจากเลือดไหลเวียนได้ไม่สะดวก
ยิ่งเฉพาะคนที่น้ำหนักตัวเยอะ มีอายุมากขึ้น หรือมีปัญหาเรื่องกระดูก
การนั่งขัดสมาธินานๆ จะยิ่งเป็นเป็นสาเหตุของอาการข้อเข่าเสื่อมได้

5. นั่งทับขาข้างใดข้างหนึ่ง
เป็นท่านั่งอีกท่า ที่ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกเหมือนท่านั่งอื่นๆ
ซึ่งยังเพิ่มความเสี่ยงอาการกระดูกสะโพก
และกระดูกสันหลังคดงอได้เหมือนกับท่านั่งไขว่ห้างเช่นกัน
เพราะความไม่สมดุลของขาทั้งสองข้างนั่นเอง

6. นั่งยกไหล่
คนที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา มักนั่งแบบยกไหล่โดยที่ไม่รู้ตัว
เพราะตำแหน่งของเบาะเก้าอี้ และโต๊ะวางคอมพิวเตอร์ไม่สัมพันธ์กัน
อาจจะเบาะเก้าอี้ต่ำเกินไป หรือโต๊ะอยู่สูงเกินไป จึงทำให้เวลาพิมพ์งาน หรือใช้เม้าส์
ต้องยกไหล่ขึ้นมาเพื่อทำงานให้ถนัดมากยิ่งขึ้น เป็นสาเหตุของอาการปวดไหล่
และปวดหลังเรื้อรังได้

7. นั่งพิมพ์งานบนคอมพ์ที่วางบนตัก
หลายคนมักวางบนตักแล้วนั่งพิมพ์เวลาที่ไม่มีโต๊ะ และอาจนั่งอยู่ในท่านั้นเป็นเวลานาน
หากลองสังเกต การที่แป้นพิมพ์ และหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ต่ำเกินไป
จะบังคับให้เราต้องก้มลงมอง ซึ่งอาจนำไปสู่อาการปวดคอ ปวดหลังโดยไม่รู้ตัว…

0

เคล็ดลับดูแลผิว

เริ่มจาก น้ำตาล เพราะหารู้ไม่ว่า น้ำตาล มีประสิทธิภาพในการผลิตเซลล์ผิวค่อนข้างดี
โดยเราสามารถผสมน้ำตาลทรายขาว เข้ากับ น้ำตาลทรายแดง ได้อย่างละเท่าๆกัน
ต่อด้วยผสมน้ำสะอาดอีกเพียงเล็กน้อย จากนั้นให้นำมาขัดหรือนวดเบาๆ บริเวณผิวหน้าประมาณ 5 นาที
ก่อนที่จะล้างออกด้วยน้ำอุ่น ว่ากันว่าวิธีนี้จะทำให้เซลล์ผิวที่ตายแล้ว กลับมาอ่อนเยาว์โกงอายุกว่าเดิม
ต่อมา คือ มันฝรั่ง นอกจากมันฝรั่งจะเป็นหนึ่งในอาหารที่อร่อยแล้ว รู้หรือว่า ยังดีต่อผิวเช่นกัน
โดยเราสามารถนำน้ำฝรั่งดิบๆ มามาร์กบนใบหน้าได้ จากนั้นรอประมาณ 5 นาที ให้แห้ง
แล้วค่อยน้ำน้ำอุ่นๆมาล้างออก ว่ากันว่าจะทำให้เราลดความหมองคล้ำได้ รวมถึงเรื่องสิวด้วย
ต่อด้วย น้ำผึ้ง แน่นอนว่า น้ำผึ้ง เป็นหนึ่งในของดีจากธรรมชาติ ดังนั้น ก็เป็นประโยชน์แน่นอน
โดยช่วยบำรุงให้ผิวเราสวยดูมีออร่าได้ ดว้ยวิธีง่ายๆ เพียงแค่นำน้ำผึ้งที่ได้มา ผสมกับผงอบเนย
แล้วทาลงบริเวณใบหน้าให้หนาๆ ประมาณ 15-20 นาที จากนั้นล้างออก เชื่อได้เลยว่า
เราจะรู้สึกถึงความเปล่งปลั่งมากกว่าเดิม
ต่อมาเป็น มะนาว เป็นหนึ่งในวิธีที่คนเลือกใช้มากที่สุด เพราะมะนาว มีคุณสมบัติที่ทำให้ผิวเราขาวขึ้นได้
โดยเราสามารถนำน้ำมะนาวคั้นสดมาทาบางๆ ทั่วใบหน้า ต่อด้วยการนำเปลือกมะนาวมาถูเบาๆ ราว 5-7 นาที
ก่อนล้างออกด้วยน้ำเปล่า นอกจากทำให้ขาวขึ้นแล้ว ยังทำให้ผิวดูนุ่มขึ้นอีกด้วย
ปิดท้ายกันที่ มะเขือเทศ เป็นหนึ่งในวิธีที่คุ้นเคยกันดีเช่นกัน โดยเราสามารถนำน้ำมะเขือเทศ
มาผสมกับนมเปรี้ยวและข้าวโอ๊ต ต่อด้วยนำมามาร์กบนใบหน้า ประมาณ 15-20 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำเย็ยๆ
ว่ากันว่าสูตรไม่ลับแบบนี้ จะช่วยให้ผิวพรรณเราดูเปล่งปลั่ง มีออร่า แถม ยังลดรอยดำต่างๆได้ด้วย เรียกได้ว่า
วิธีง่ายๆนี้ ทำให้เราดูหล่อและสวยขึ้นเป็นกองเลยทีเดียว
สีผิวของเรานั้น เกิดขึ้นจากการที่เมลาโนโซมในเซลล์เมลาโนไซต์ที่อยู่ชั้นล่างสุดของผิวหนังชั้นกำพร้า
ผลิตเม็ดสีเมลานิน แล้วส่งผ่านขึ้นมาสู่ผิวหนังกำพร้าชั้นบนสุดจนกระจายตัวเห็นเป็นสีผิว และสาเหตุหลัก ที่สำคัญ
ซึ่งทำให้เรามีผิวคล้ำขึ้นได้ คงหนีไม่พ้นเจ้ารังสี UV เนื่องด้วยธรรมชาติของผิวมนุษย์จะปรับ
ตัวให้คล้ำขึ้นเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางแสงแดดและรังสี UV ทั้งนี้เพื่อป้องกันตัวให้ผิว แต่หากต้องตากแดด เป็นเวลานานๆ
เซลล์ผิวเราอาจไม่สามารถสร้างการป้องกันได้ทันหรือมากพอ ก็จะทำให้รังสี UV เข้า
ทำลายผิวและก่อให้เกิดปัญหาผิวตามมา แถมยังเป็นตัวการทำให้ระดับวิตามิน A E และสารต้านอนุมูลอิสระ
ในร่างกายเราลดลง ผลที่มองเห็นได้คือการที่ผิวเปลี่ยนสี ตั้งแต่สีผิวหมองคล้ำไม่ขาวใส ตลอดไปถึง
สีแทนคล้ำจนไหม้ หรือเกิดการ ระคายเคืองที่ผิวจนแดง หรือแสบ ซึ่งอาจเกิดได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลัง การออกแดด
ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นแต่อาจมองไม่เห็นก็คือรอยย่นบนผิวหนัง หรืออาจถึงขั้นเป็นมะเร็ง ผิวหนังได้ เนื่องจากรังสี UV
เข้าทำลายผิวซ้ำๆ หลายครั้ง หรือเป็นเวลานานจนเกินไป ทีนี้เมื่อทราบ อันตรายจากรังสี UV กันแล้ว
ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง เพื่อนๆ ควรปกป้องผิวด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ ที่มี UV Protection
รวมถึงมีส่วนผสมจากสารสกัดธรรมชาติที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV อาทิ สารสกัดจากผงไข่มุก
ซึ่งจะช่วยให้ผิวของเพื่อนๆ ขาวใสเปล่งประกายได้ตลอดโดยไม่ต้องกลัวการ ออกแดดอีกต่อไป…

0

ตำลึง ผักริมรั้ว ยั่วน้ำลายไหล

ตำลึง เป็นผักพื้นบ้านของไทยที่หากินได้ทุกหัวระแหง
ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นตำลึงขึ้นพันไม้อื่นหรือไม่ก็ขึ้นตามริมรั้วจะเรียกผักริมรั้วก็คงไม่ผิด
ปกติบ้านใครมีที่มีทางก็แทบไม่ต้องซื้อหาให้เปลือง
แต่ถ้าอยู่ในเมืองลองไปเมียงมองแถวตลาดสด รับรองไม่ผิดหวัง
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นผักที่ขึ้นเหมือนหญ้าไม่ค่อยมีใครสนใจก็อย่าด้วยตัวเองได้ แต่ ตำลึง
เป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก โดยเฉพาะสารเบต้าแคโรทีน
ที่ช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง และโรคหัวใจขาดเลือด
นอกจากนี้ ตำลึง ยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์สูงเช่น แคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน, ฟอสฟอรัส เหล็ก
ไนอาซิน วิตามินซี และอื่น ๆแถมยังมีเส้นใยอาหารที่สามารถช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรค
มะเร็งในกระเพาะอาหารอีกด้วยส่วนในตำรับตำรายาแผนโบราณของไทย ตำลึง
ถือเป็นยาเย็น ใบช่วยขับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้อาการแพ้ อักเสบแมลงมีพิษกัดต่อย แก้แสบคัน เจ็บตา ตาแดงและตาแฉะ
แก้โรคผิวหนัง รวมถึงลดน้ำตาลในเลือด
เท่านั้นไม่พอ รากตำลึง ยังช่วยแก้ดวงตาเป็นฝ้า ลดความอ้วน แก้ไข้ทุกชนิด ดับพิษทั้งปวง ฝนทาภายนอก
แก้ฝีต่างๆ แก้ปวดบวม แก้พิษร้อนภายใน แก้พิษแมลงป่องหรือตะขาบต่อย ขณะที่ ต้นตำลึง ช่วยกำจัดกลิ่นตัว
และรักษาเบาหวานเปลือกรากตำลึง เป็นยาถ่าย ยาระบาย ขยับไปที่ เถาตำลึง
ช่วยแก้ฝี ทำให้ฝีสุก แก้ปวดตา แก้โรคตา แก้ตาฝ้า ตาแฉะแก้พิษอักเสบจากลูกตา ดับพิษร้อน ถอนพิษ เป็นยาโรคผิวหนัง
และแก้เบาหวานขณะที่ ใบตำลึง เป็นยาพอกรักษาผิวหนัง รักษามะเร็งเพลิง
แก้ท้องอืด แก้ท้องเฟ้อ แก้จุกเสียด แก้หืดรักษาผื่นคันที่เกิดจากพิษของหมามุ้ย ตำแย บุ้งร่าน
ใช้เป็นยาเขียว แก้ไข้ ดับพิษร้อน ถอนพิษทั้งปวง
แก้ปวดแสบปวดร้อน ถอนพิษคูน แก้คัน แก้แมลงกัดต่อย
แก้ไข้หวัด แก้พิษกาฬ แก้เริม แก้งูสวัด ปิดท้ายที่ ผลตำลึง
ช่วยแก้ฝีแดง
สรุปแล้ว ตำลึง เป็นทั้งผักท้องถิ่น และสมุนไพรชั้นยอด
ที่คอยช่วยร่างกายทำลายความผิดปกติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น
หากบริโภคได้ทุกวันรับรองไม่มีป่วย แถมยังเพาะพันธุ์ง่าย
แค่ปลูกทิ้งๆ ไว้ ไม่ช้าไม่นานผลิยอดเลื้อยไปทั่วริมรั้ว ไม่ต้องรดน้ำ
ส่วนการนำ ตำลึง มาปรุงเป็นอาหาร
นิยมนำไปลวกและนึ่งเป็นผักจิ้มกับน้ำพริก
หรือนำไปปรุงเป็นแกงเลียง แกงจืด
บางท้องถิ่นชาวบ้านนำผลอ่อนของตำลึงไปดอง
และนำไปรับประทานกับน้ำพริก หรือปรุงเป็นแกงได้ด้วย…

0

3 วิธีการอาบน้ำเบื้องต้น

แน่นอนว่า การอาบน้ำ เป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวันที่สำคัญของคนเรามากที่สุด
เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ขจัดสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย และ สร้างความสดชื่นให้กับร่างกายอีกครั้ง
หลังจากเหนื่อยมาทั้งวั้น อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า 3 วิธีการอาบน้ำเบื้องต้นที่ถูกต้องเป็นอย่างไร
วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณ!
เริ่มจาก ในสภาพอากาศที่หนาวๆแบบนี้นั้น คนส่วนใหญ่มักใช้บริการเครื่องปรับน้ำอุ่นหรือฝักบัว แน่นอนว่า
เราควรปรับอุณภูมิให้เหมาะสม ไม่ร้อนจนเกินไป จัดตำแหน่งฝักบัวให้เข้าที่เข้าทาง เอาตามที่เราสะดวก
พยายามให้น้ำลงบริเวณทั่วๆตัว ไม่กระเด็น หรือ กระจายไปทางอื่น ที่สำคัญ เราควรให้เวลากับการอาบน้ำแบบไม่ต้องเร่งรัดด้วย
ต่อมา เป็นการทำความสะอาด เราควรหมุนตัวรอบๆบริเวณฝักบัว ที่เราเปิด 3-4 ครั้ง
เพื่อให้น้ำได้ชำระล้างร่างกายให้สะอาดรอบด้าน กรณีที่คุณต้องการสระผม ก็ควรให้น้ำ เปียกทั่วบริเวณศีรษะ ทั้งหมด
และ ขั้นตอนแรกของการทำความสะอาด ควรต้องพยายามล้างฝุ่นออกจากตัวให้หมดสิ้น ที่สำคัญ กรณี อาบน้ำอุ่น
ยังช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายมากขึ้นอีกต่างหาก
ปิดท้ายกันที่ ขั้นตอนสุดท้าย หลังจากเราถูสบู่ ทั่วตัวเสร็จแล้ว เราควรให้เวลาน้ำชำระล้างออกให้หมด
โดยเฉพาะการสระผมนั้นสำคัญ ยิ่งถ้าคุณสระนานๆ คุณก็ต้องละเอียด ในการล้างออกมาให้หมด และ
เพื่อตรวจดูว่าล้างแชมพูจนเกลี้ยงแล้ว บีบผมตอนที่ผมยังเปียก และสังเกตสีของน้ำที่บีบออกมา
ถ้าน้ำยังเป็นสีของแชมพูอยู่ ก็ล้างผมอีกรอบจนกว่าจะหมด เท่านี้ คุณก็จะสะอาดกว่าใครเป็นไหนๆ
จากที่เราสาธยายมา เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะทำให้ทุกคนรู้จักวิธีการอาบน้ำเบื้องต้นที่ถูกต้องมากขึ้น และดีต่อสุขภาพของตัวเองด้วย…

0

10 คุณประโยชน์ของการดื่มน้ำแร่

น้ำแร่คือหนึ่งในน้ำที่มีสรรพคุณที่ช่วยสร้างประโยชน์ให้กับร่างกายได้มากกว่าน้ำเปล่าธรรมดาส่งผลให้มีหลายคนเลือกที่จะดื่มน้ำแร่มากกว่า
เพราะในน้ำแร่นั้นมีสารอาหารอยู่จำนวนไม่น้อยนอกจากจะเป็นประโยชน์แล้วยังช่วยสร้างกระบวนการต่างๆที่ทำให้ร่างกายมีสุขภาพดีขึ้นอีกด้วยไม่ว่าจะเป็นการไหลเวียนของเลือดการขับเหงื่อ
การขับของเสียที่เป็นผลลบออกจากร่างกาย และนี่คือประโยชน์ของน้ำแร่ที่เรานำมาฝากกันช่วยลดน้ำหนัก
หลายคนอาจจะสงสัยว่าน้ำแร่ช่วยลดน้ำหนักได้ด้วยเหรอคำตอบคือได้แน่นอน
เพราะน้ำแร่นั้นไม่มีแครอลี่หรือไขมันส่วนเกินทำให้ช่วยในกระบวนการลดน้ำหนักได้อย่างที่เราจะเห็นว่าบรรดาคนที่ชื่นชอบการเข้าฟิตเนสมักที่จะเลือกดื่มน้ำแร่รวมไปถึงคนที่อยากควบคุมน้ำหนัก
น้ำแร่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกยอดนิยมแถมยังเสริมสร้างสุขภาพให้ดีขึ้นอีกด้วยสร้างกระดูกให้แข็งแรง
อีกหนึ่งปัจจัยที่คนอาจจะส่งสัยเพราะเครื่องดื่มที่จะทำให้กระดูกแข็งแรงได้คือนมแต่น้ำแร่นั้นก็มีคุณสมบัติช่วยเสริมสร้างกระดูกได้เช่นเดียวกัน
โดยการดื่มน้ำแร่เฉลี่ยวันละหนึ่งขวดก็จะช่วยให้ความหนาแน่นของกระดูกดีขึ้นไม่เป็นโรคกระดูกพรุนหรือปวดตามไขข้อกระดูก
เพราะในน้ำแร่นั้นมีแคลเซียมที่จะช่วยชะลอเรื่องของโรคกระดูกพรุนได้นั่นเอง
ลดความดันโลหิตนอกจากนี้ในน้ำแร่นั้นยังมีแร่แมกนีเซียมที่จะช่วยเรื่องของการรักษาความดันโลหิตในร่างกายเอาไว้
โดยจากการวิจัยพบว่าดื่มน้ำแร่เฉลี่ยหนึ่งขวดต่อวันจะสามารถรักษาความดันของผู้ที่มีอาการป่วยในโรคนี้ได้
ช่วยย่อยอาหารนี่คืออีกหนึ่งเหตุผลที่คนมักเลือกดื่มน้ำแร่หลังทานอาหาร
เพราะในน้ำแร่นั้นเต็มไปด้วนกรดซัลเฟตที่มีส่วนสำคัญในการช่วยย่อยอาหาร
โดยกรดดังกล่าวจะไปทำให้ตับอ่อนนั้นหลั่งสารเอนไซม์ออกมารวมไปถึง อะมัยเลส ไลเปศ และโปรตีเอส
ที่จะช่วยกระบวนการย่อยอาหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพพร้อมทำให้ผู้ที่ดื่มไม่มีอาการท้องอืดหรือท้องเสียอีกด้วย
รักษาการทำงานของกล้ามเนื้อ
ด้วยการที่น้ำแร่มีแมกนีเซียมอัดแน่นอยู่ภายในส่งผลให้ช่วยกระตุ้นในเรื่องการทำงานของกล้ามเนื้อทำให้
กล้ามเนื้อของเราผ่อนคลายไม่มีอาการปวดเมื่อยเพราะหากทานน้ำแร่บ่อยๆแร่แมกนีเซียมจะช่วยให้กล้ามเนื้อมีสุขภาพที่ดีขึ้น
ลดความเสี่ยงของโรคไตหิน
คนที่ป่วยเป็นโรคนิ่วในไตมักได้รับการแนะนำจากแพทย์ให้ดื่มน้ำแร่ปริมาณมากๆ
เพราะน้ำแร่มีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการในโรคนี้ได้ รวมถึงคนที่ยังไม่เป็นก็ควรที่จะดื่น้ำแร่เยอะๆ
เพราะจะสามารถป้องกันโรคดังกล่าได้เนื่องจากในน้ำแร่นั้นมีแคลเซียมออกซาเลตที่จะลดการเป็นนิ่วในไตนั่นเอง…

0

ประโยชน์ของการวิ่งที่มีมากกว่าที่หลายคนคิด

ปัจจุบันการวิ่งกลายเป็นกีฬายอดฮิตของคนทุกเพศทุกวัยไปแล้วจะเห็นว่าส่วนใหญ่จะจัดงานวิ่งขึ้นอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ
เพราะนี่คือหนึ่งในกีฬาที่สามารถเล่นคนเดียวได้แถมร่างกายยังได้รับประโยชน์อีกด้วย
แต่ประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิ่งมีอะไรบ้าง ส่งผลดีอย่างไร เป็นเรื่องดีแค่ไหนหากเราวิ่งต่อเนื่อง
โดยการวิ่งนั้นช่วยเรื่องระดับความดันเลือดการวิ่งโดยทั่วไปนอกจากจะช่วยส่งผลดีทั้งเรื่องร่ายกาย
และจิตใจแล้วยังช่วยเรื่องระบบความดันโลหิตอีกด้วย
โดยเมื่อเราวิ่งติดต่อกันเป็นประจำไม่หักโหมมากเกินไป
และวิ่งในระดับที่กำลังพอดีจะทำให้ความดันเลือดในร่างกายนั้นอยู่ในระดับที่ปกตินอกจากนี้ยังช่วยให้ก
ารทำงานของหัวใจนั้นดีขึ้นอีกด้วยรวมไปถึงปอดที่ให้งานประจำดีขึ้นตามลำดับเพราะมีการสูบฉีดที่ดีอยู่ตลอดเวลา
นอกจากนี้ยังช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บอย่างโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต
ช่วยกระบวนการลดระดับของไขมันในเลือด
ลดน้ำหนักส่วนเกินรวมไปถึงสามมรถในการช่วยควบคุมน้ำหนักได้
นอกเหนือไปจากการช่วยเรื่องระบบสุขภาพภายในแล้วการวิ่งยังช่วยด้านสุขภาพจิตใจอีกด้วย
โดยเมื่อว่งบ่อยๆชะช่วยให้อารมณ์ผ่อนคลายดีขึ้น
นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่หลายคนเลือกมาวิ่งด้วยเหตุผลที่บางคนต้องการหลีกเลี่ยงความเครียดจากการทำ
งานการวิ่งก็เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะนอกจากจะได้สุขภาพแล้วยังได้สุขภาพของจิตใจที่ดีขึ้นอีกด้วย
และแน่นอนช่วยลดความเครียดได้เป็นอย่างดี
ยิ่งไปกว่านั้นการวิ่งยังช่วยรักษาโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย
โดยการวิ่งนั้นต้องทำอย่างถูกวิธีไม่หักโหมจนเกินไปรวมถึงการทานที่ต้องกินตามหลักอนามัยให้ถูกต้อง
เพื่อทำให้การวิ่งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อให้การวิ่งนั้นช่วยเรื่องของการรักษาสมดุล
ของกระดูกเพื่อความหนาแน่นของกระดูกไม่เป็นโรคกระดูกพรุนนั่นเอง
นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งหลายคนเลือกที่จะมาวิ่งเพื่อคุณประโยชน์ในเรื่องนี้
โดยเฉพาะผู้ที่เจ็บป่วยบ่อยนๆการวิ่งถือเป็นทางออกที่ดีในการรักษาสุขภาพ
เพราะเป็นกีฬาที่ไม่หนักหนักเกินไปแถมยังสร้างภูมิคุ้มกันไปในตัว
ประโยชน์ของการวิ่งนั้นมีมากมายสารพัด โดยยังสามาร่วยบรรเทาอาการปวดต่างๆได้ดี
เพราะการวิ่งในแต่ละครั้งนั้นสมองจะผลิตสารที่ชื่อว่าเอ็นดอร์ฟินให้หลั่งออกมาตามธรรมชาติ
โดยสารนี้มีสรรพคุณช่วยลดอาการปวดได้พร้อมกับทำให้ร่างกายผ่อนคลายไปในตัวอีกทั้ยังช่วยลดความเครียดได้อีกด้วย
ซึ่งการวิ่งนั้นเรียกว่าเป็นกีฬาหนึ่งที่ใช้บำบัดความเครียดได้เพราะช่วงเวลาที่สิ่งสมองจะหลั่งสารอีกอย่าง
หนึ่งคือที่ทำให้ร่างกายสดชื่นนอกจากนี้การสิ่งพร้อมกับคนมากมายยังทำให้สุขภาพดีที่ได้พบปะผู้คนหลากหลายที่จะทำให้คุณหายจากความเครียดนั่นเอง…

0

6 เหตุผลที่ทำให้คุณอยากทานกล้วยวันละ 2 ลูก

การเกิดเป็นคนไทยนี้ช่างโชคดีจริง ๆ
เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เจอผลไม้น่าทานเต็มไปหมด และ กล้วย
ก็เป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่มีรสชาติอร่อย แถมมีประโยชน์ต่อร่างกายอีก
ซึ่งการทานกล้วยวัน 2 ลูก นั้นส่งผลดีต่อสุขภาพเรามากแค่ไหน
จะมีอะไรบ้างนั้นมาดูกันเลย
1. เติมพลังงานให้ร่างกาย
กล้วยเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ แต่กลับมีคาร์ดบไฮเดรตต่ำ
จึงเป็นแหล่งของพลังงานชั้นยอด แนะนำให้ทานก่อนที่จะไปออกกำลังกาย
เพราจะช่วยให้ร่างกายมีแรง และ กระปรี้กระเปร่า
2. ช่วยควบคุมความดันโลหิต
กล้วย เป็นผลไม้ที่เหมาะกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากมีโซเดียมต่ำ
และมีโพแทสเซียมที่สูง จึงช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนั้นยังสามารถช่วยลดอาการบวดน้ำได้ด้วย

3.แก้อาการท้องผูก
แพทย์แผนไทยแนะนำว่า กล้วยน้ำว้าสุก
จะช่วยให้ระบบขับถ่ายกลับมาทำงานอย่างเป็นปกติ
เนื่องจากกล้วยมีเส้นใยอาหารอยู่เป็นจำนวนมาก
และช่วยแก้อาการท้องอืดได้เป็นอย่างดี
4. ลดอาการกรดไหลย้อน
เพียงแค่ทานกล้วยน้ำว้าเป็นประจำ จะช่วยให้อาการกรดไหลย้อนลดลง
จนหายขาดไปในที่สุด และควรเป็นกล้วยน้ำว้าที่พึ่งสุกใหม่ ๆ
แม้รสชาติจะอร่อยสู้กล้วยสุกไม่ได้
แต่รับรองว่าประโยชน์ที่ได้รับคุ้มค่ากับการยอมทานแน่นอน
5. ป้องกันโลหิตจาง
ธาตุเหล็กที่มีอยู่ในกล้วยจะทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นการผลิตฮีโมโกลบินในเลือดได้เป็นอ
ย่างดี
6. ลดความเครียด
กล้วยมีสาร ทริปโตแฟน เป็นส่วนประกอบ ซึ่งสาร ทริปโตแฟน
จะถูกร่างกายเปลี่ยนเป็นสาร ซีโรโทนิน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย
นี้จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมคุณถึงต้องทานกล้วยวันละ 2 ลูกเป็นประจำ
แต่ถ้าใครที่เบื่อการทานกล้วยเป็นลูก ๆ แล้ว แนะนำให้นำมาดัดแปลงเป็นเมนูต่าง ๆ
ได้คะ…

0

เคล็ดลับการดูแลผิว

การดูแลผิวนั้นสามารถทำได้ทั้งจากภายนอก เช่นการทาครีมบำรุง ครีมกันแดด หรือผลิตภัณฑ์ความงานต่างๆ
และการดูแลจากภายใน อย่างการออกกำลังกายและเลือกรับประทานอาหาร ถ้าหากทำทั้งภายในและภายนอกคู่กัน
ก็จะได้ประสิทธิภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นไปอีก

1.ใช้ครีมบำรุงผิวเป็นประจำ
หากเป็นผิวกายก็ควรจะต้องบำรุงอย่างต่อเนื่องจึงจะเรียบเนียนเห็นผลแบบ ผิวหน้า
โดยควรทาหลังอาบน้ำเช้าและก่อนนอน นี่คือวิธีที่จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิวเป็นอย่างดี

2.ไม่โดนแดดจัด และใช้ครีมกันแดดอยู่เสมอ (สำคัญมาก), ใช้ครีมมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น
วิตามินเอ วิตามินอี และกลูต้าไธโอน ซึ่งจะช่วยช่วยป้องกันการทำลายผิวจากแสงแดดได้

3.ไม่สูบบุหรี่ ยาเสพติด สุรา เพราะมีสารอันตรายไปทำลายเซลล์ เป็นอนุมูลอิสระทำให้แก่เร็ว

4.กินอาหารให้ครบห้าหมู่ อาหารที่มีวิตามิน แร่ธาตุต่าง ๆ ควรกินผักผลไม้ เพื่อร่างกายจะได้รับกากใยอาหาร
ซึ่งจะเป็นผลดีต่อระบบขับถ่าย ส่วนสารอาหารที่ได้จากการกินอาหารที่มีประโยชน์จะช่วยป้องกันเยื่อหุ้มเซลล์
จากการถูกทำลายด้วยขบวนการออกซิเดชั่นได้

5.ดื่มน้ำให้มาก ๆ ในแต่ละวันคุณควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว โดยให้ดื่มเรื่อย ๆ ตลอดทั้งวัน
น้ำที่ดื่มควรเป็นน้ำสะอาด เพื่อช่วยให้ผิวชุ่มชื้น เนื่องจากน้ำนั้นเป็นส่วนประกอบของเซลล์ทุกเซลล์ที่จะทำงานได้ดี

6.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การ ออกกำลังกายจะทำให้เกิดการขับเหงื่อ
และในขณะเดียวกันยังช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นของผิวหนังเอาไว้ได้จากการกระ ตุ้นต่อมผลิตไขมัน
การออกกำลังกายจึงช่วยรักษาสุขภาพผิวและคงความชุ่มชื้นของผิวหนัง นอกจากนี้
ยังช่วยให้การหมุนเวียนของเลือดเพิ่มขึ้นอีกด้วย

7.ใช้ครีมบำรุงผิวเป็นประจำ
หากเป็นผิวกายก็ควรจะต้องบำรุงอย่างต่อเนื่องจึงจะเรียบเนียนเห็นผลแบบ ผิวหน้า
โดยควรทาหลังอาบน้ำเช้าและก่อนนอน นี่คือวิธีที่จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิวเป็นอย่างดี

8.สครับผิวเพื่อเผยผิวใหม่
เป็นการขจัดเซลล์ที่ตายแล้วให้ออกไปจากผิวของเรา
โดยการใช้สครับที่เหมาะกับสภาพผิวอาจเลือกใช้สครับสำเร็จรูปแบบที่ขายทั่วไป อาจใช้ใยบวบขัดเบาๆ
ขณะอาบน้ำก็ได้ หรือจะใช้จากวัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น มะขามเปียก หรือมะนาวผสมกับเกลือทะเล

9.บำรุงผิวด้วยน้ำนม
น้ำนมนั้นเหมาะสำหรับที่จะใช้บำรุงผิวกายอย่างมาก เพราะนมอุดมไปด้วยแร่ธาตุและสารอาหารที่ดีต่อผิว
อีกทั้งยังช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไปได้ด้วย เพียงแค่นำน้ำนมมาทาบริเวณผิวกายให้ทั่ว
รอสักพักพอเริ่มแห้งแล้วให้ขัดอย่างเบามือ จากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด

10.ทำความสะอาดผิวอย่างถูกวิธี
เช็ดเครื่องสำอางออกด้วยคลีนเซอร์ก่อนล้างด้วยโฟมล้างหน้า
เพื่อขจัดคราบเครื่องสำอางที่อาจตกค้างและอุดตันได้…