เคล็ดลับหน้าสวยเนียนนุ่ม เหมือนหน้าเด็ก Blog

0

ขั้นตอนการดูแลผิวหน้าให้ขาวอยู่เสมอ

เวลาโดนทักว่าไปทำอะไรมาทำไมหน้าหมองคล้ำจัง บางคนอาจทักหนักกว่านั้นว่า
นี่เธอทำไมหน้าหมองคล้ำเหมือนคนโดนของเลย เวลาโดนทักกันแบบนี้ก็ถึงกับเสียเซลฟ์ขาดความมั่นใจกัน
ไปเลย เเละต้องแอบไปส่องกระจกดูใบหน้าว่า หน้าตาตัวเองเป็นอย่างไร พอได้ส่องกระจกดูจริง ๆ จัง ๆ
ตัวเราเองอาจรู้สึกตกใจว่า ทำไมใบหน้าถึงหมองคล้ำขนาดนี้
ต้องรีบหาวิธีบำรุงเพื่อให้ใบหน้ากลับมาสดใส เเละเราก็มีวิธีในการดูแลผิวหน้า
ทำให้ใบหน้าลดความหมองคล้ำ มีความกระจ่างใส
ให้ผิวเนียนนุ่ม และดูมีสุขภาพดีเป็นธรรมชาติมาฝากกัน
ไปดูกันดี ว่าเราต้องทำอะไรกันบ้าง อย่างเเรกให้ทำความสะอาดผิวหน้า
ในการทำความสะอาดผิวหน้าเป็นสิ่งสำคัญ โดยก่อนล้างหน้า
ควรเช็ดเครื่องสำอางให้ออกหมดก่อนด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสำหรับผิวหน้ของเรา
เมื่อทำความสะอาดเสร็จแล้วก็ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ล้างห น้าที่เหมาะกับสภาพผิวของตนเอง หลังล้างหน้าเสร็จ
ก็ใช้โทนเนอร์เช็ดอีกครั้งหนึ่ง เป็นสิ่งสุดท้ายสำหรับการทำความสะอาดหน้า
เพราะโทนเนอร์จะช่วยกระชับรูขุมขขนของเราและควรใช้โทนเนอร์ชนิดที่ไม่มีแอลกอฮอล์
เพราะจะทำให้ผิวแห้งตึงเกินไปขั้นตอนต่อมาผลัดเซลล์ผิวเก่าออก
เเล้วทำไมต้องให้เซลล์ผิวเก่าถูกขจัดออกไป เพราะสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำ
เนื่องมาจากเซลล์ผิวเก่าไม่หลุดลอกออกไปหรือหลุดลอกช้า
เเละจะทำให้เกิดการหมักหมมของเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพเป็นจำนวนมาก
ซึ่งนอกจากจะทำให้ผิวหมองคล้ำแล้วยังทำให้ผิวหยาบกร้านด้วย
และส่งผลให้การดูดซึมของครีมบำรุงลงสู่ชั้นผิวหนังได้น้อยลง จึงควรหมั่นสครับหน้าอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อกระตุ้นให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวเก่าหลุดลอกออกไปและจะได้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่
การประคบผิวหน้าด้วยไอน้ำและทาครีมบำรุง เป็นวิธีง่าย ๆในการประคบผิวหน้าด้วยไอน้ำ คือ เตรียมน้ำอุ่นไว้
แล้วนำผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นและบิดหมาด ๆเสร็จแล้วนำมาประคบบนผิวหน้า
เพื่อช่วยให้รูขุมขนเปิดออกและกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบนใบหน้า หลังจากประคบหน้าแล้วก็ทาครีมบำรุงต่างๆ ได้เลย เพราะเมื่อรูขุมขุนเปิดเเล้ว
การทาครีมบำรุงเหล่านี้ก็จะสามารถลงไปถึงชั้นที่ลึกที่สุดได้สำหรับคนหน้ามันพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของน้ำมันเพราะจะลงไปอุดตันในรูขุมขนได้
และยังทำให้หน้ามันยิ่งขึ้นด้วยค่ะหรือในขณะที่ทาครีมอาจจะนวดหน้าเบา ๆ
ไปพร้อมกันเลยก็ได้มันจะยิ่งช่วยให้การทาครีมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ทาครีมกันแดด ขั้นตอนนี้เป็นอีกขั้นตอนสำคัญอย่างมาก
เพราะในชีวิตประจำวันเราต้องเผชิญกับแสงแดดและแสงจากจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ
ซึ่งส่งผลต่อผิวหน้าของเราฉะนั้นจึงควรทาครีมกันแดดทุกครั้ง
เผื่อป้องกันจากแสงเหล่านี้ ซึ่งจะทำให้เกิดฝ้า กระ ริ้วรอยต่าง ๆ ขึ้นมาได้การออกกำลังกายสม่ำเสมอ
เราควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกายของเรา
และช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดด้วยค่ะซึ่งจะทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง รู้สึกสดชื่นได้ทุกวันเวลา
ต้องดื่มน้ำสะอาดการดื่มน้ำที่สะอาดในจำนวนที่เพียงพอต่อร่างกายในทุกๆวัน จะช่วยให้ร่างกายเกิดความสมดุล
และยังส่งผลต่อผิวอีกด้วยซึ่งปริมาณน้ำที่ควรดื่มต่อวันโดยเฉลี่ย คือ 6ถึง8 แก้ว
สุดท้ายการนอนพักผ่อนให้เพียงพอการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6–8ชั่วโมงด้วยกัน
จะช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมร่างกายหรือที่เรียกกันว่า ฮอร์โมนหนุ่มสาว
เวลาที่ฮอร์โมนชนิดนี้หลั่ง คือช่วงเวลาตั้งแต่ 4 ทุ่ม จนถึงตี5 และจะหลั่งออกมาดีที่สุด คือ
ช่วงเวลาเที่ยงคืนจนถึงตอนตี 1ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่หลับลึกที่สุด ดังนั้นจึงควรนอนก่อนตี1 เพื่อให้เราได้รับ Growth Hormone อย่างเต็มที่…

0

เราควรกินแอปเปิ้ลทุกวัน มีประโยชน์กว่าที่คิด

แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ยอดนิยมชนิด ที่หาทานได้ง่าย มีรสชาติอร่อยหอมหวานและยังอุดมไปด้วยประโยชน์อย่างมากมาย
และเป็นตัวเลือกในเรื่องช่วยลดน้ำหนักได้ดีอีกด้วย วันนี้เราจะมาแนะนำทำไมเราต้องกินแอปเปิ้ลทุกวันด้วย 5 เหตุผลดังต่อไปนี้
1. ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด
เป็นผลไม้ที่เหมาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานและผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาลในเลือด เพราะแอปเปิ้ลถึงจะมีน้ำตาลธรรมชาติทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ
มีโอกาสเกิดเบาหวานต่ำกว่าคนที่กินน้อย กับคนที่เป็นเบาหวานอยู่แล้ว และยังช่วยให้รู้สึกอิ่มนาน มีแคลอรี่น้อย แถมยังมีไฟเบอร์จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดด้วย
2. ช่วยลดคลอเลสเตอรอล
แอปเปิ้ลมีสารที่เรียกว่าเบต้าแคโรทีน วิตามินซีและเส้นใยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำช่วยในการย่อยอาหารจำพวกโปรตีนและไขมันและยังมีเพคตินจะคอยดักจับ
คลอเลสเตอรอลเหล่านั้นนำไปทิ้งก่อนจะถูกดูดกลับเข้าสู่ร่างกายเป็นการขจัดคลอเลสเตอรอล ออกไปอีกด้วย นำแนะให้กินแบบไม่ปอกเปลือกจะดีกว่า
3. ช่วยกระตุ้นการทำงานของทางเดินหัวใจ
มีการวิจับพบว่า คุณแม่ทำกำลังตังครรถ์ ควรทานแอปเปิ้ล เพราะมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งจะส่งผลดีให้กับปอดของคุณ
ซึ่งเมื่อปอดแข็งแรงก็จะช่วยให้ระบบการหายใจของคุณแม่และลูกในท้องดีขึ้น
4. แอปเปิ้ลส่งผลดีต่อสมอง
แอปเปิ้ลมีสารที่เรียกว่า อะเซทิลโคลีน ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างดี เพราะช่วยในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองให้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้และจดจำสิ่งต่าง ๆ
ได้ดีขึ้นอีกด้วย
5. ต่อสู่กับโรคมะเร็ง
ในแอปเปิ้ลแดงมีสารแอนโทไซยานิน มีหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มฟลาโวนอยด์อยู่ ซึ่งเจ้าสารต้านอนุมูลอิสระตัวนี้จะไปทำหน้าที่ขัดขวางการเติบโตของเซลล์มะเร็งในร่างกาย…

0

5 ประโยชน์ ของการออกกำลังกายด้วย “การกระโดดเชือก”

สำหรับใครที่เบื่อการออกกำลังกายแบบเดิมๆ แล้ว ขอแนะนำว่าให้ลองออกกำลังกายด้วยการกระโดดเชือกดู
เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงได้แล้ว ยังสามารถช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้นด้วย
ประโยชน์ของ “การกระโดดเชือก”
1. ช่วยลดน้ำหนัก
การกระโดดเชือก 1 ชั่วโมง สามารถเบิร์นแคลอรี่ได้มากถึง 1,300 กิโลแคลอรี่ ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ คือ การกระโดดเชือกต่อเนื่องกันเป็นเวลา 10 นาที
สามารถเผาผลาญพลังงานได้เทียบเท่ากับการวิ่ง 1.6 กิโลเมตรเลยทีเดียว
2. ฝึกสมาธิ ช่วยให้สมองได้พัฒนา ข้อมูลจากสถาบันการกระโดดเชือกของประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า การกระโดดเชือกสามารถช่วยพัฒนา
ทั้งสมองซีกซ้ายและซีกขวาทำให้สมองได้รับการพัฒนา เนื่องจากเวลาที่กระโดดเชือกเราจะมีสมาธิกับสิ่งที่ทำอยู่
3. ดีต่อหัวใจและหลอดเลือด งานวิจัยของ American College Sports Medicine พบว่า การกระโดดสามารถทำให้หัวใจเต้นแรง ปอดขยาย
ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้มากขึ้น ซึ่งนักวิจัยแนะนำให้กระโดดเชือกอาทิตย์ละ 3-5 ครั้ง ครั้งละ 12-20 นาทีเป็นอย่างต่ำ ก็จะช่วยให้ระบบหัวใจและปอดแข็งแรงมากขึ้น
และที่สำคัญเวลาทำกิจกรรมต่างจะรู้สึกเหนื่อยยากขึ้น
4. กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรง ด็อกเตอร์ Daniel Barry ผู้ช่วยศาสตราจาร์ยคณะแพทย์ศาสตร์ของ University of Colorado พร้อมทีมวิจัย พบว่า
การกระโดดเชือกเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรงมากที่สุด เนื่องจากการกระโดดเชือกเป็นการออกกกำลังกายที่ไม่รุนแรง และได้ใช้กล้ามเนื้อทั่วร่างกาย
5. ลดความเครียด หากใครที่กำลังมีปัญหาเครียดอยู่ ก็ขอแนะนำให้จัดการกับความเครียดด้วยการออกกำลังกายโดยการกระโดดเชือก
เพราะระหว่างที่กำลังกระโดดเชือกอยู่คุณจะรู้สึกผ่อนคลาย สนุก หายใจปลอดโปร่ง และโล่งมากยิ่งขึ้น
และถ้าหากเปิดเพลงประกอบตอนกำลังกระโดดเชือกก็จะยิ่งทำให้ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นด้วย…

0

มีไขมันหน้าท้องอยากขจัดให้หมดไป ควรต้องทำอย่างไรดี

หนึ่งในปัญหาเกี่ยวกับรูปร่างของคนส่วนใหญ่ก็คือการมีไขมันสะสมอยู่ที่หน้าท้อง
มันเป็นสิ่งที่อยากจะกำจัดออกไปจากร่างกายอย่างมาก แต่จะทำอย่างไรกันดี?

ก่อนอื่นมาเรียนรู้กันก่อนว่าไขมันในร่างกายนั้นมันมาจากอะไร
ไขมันในร่างกายโดยปกติก็จะมาจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละวัน
ซึ่งร่างกายของเรานั้นสามารถกำจัดแคลอรี่ออกไปได้เอง
แต่ก็แค่จำนวนหนึ่งเท่านั้น ส่วนที่เหลือซึ่งเผาผลาญไม่หมด
ร่างกายจะนำเอาไปเก็บสะสมเอาไว้ในรูปแบบของไขมัน
เป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนรู้สึกไม่ดี เพราะร่างกายของเราจะดูอ้วนไม่สมส่วน

การที่จะลดไขมันในร่างกาย เราไม่สามารถเลือกลดเฉพาะจุดได้เลย
ดังนั้นผู้ที่ต้องการจะลดไขมันที่หน้าท้องก็จำเป็นจะต้องเน้นไปที่การรับประทานอา
หารให้ถูกต้อง ควรที่จะใส่ใจให้มากกว่าเดิม เน้นอาหารที่มีโปรตีนสูง, ไฟเบอร์สูง,
ไขมันดี และพยายามหลีกเลี่ยงไขมันเลว
ถ้าเป็นไปได้ให้เน้นรับประทานผักให้ได้สักครึ่งหนึ่งของปริมาณอาหารที่รับประทา
นเข้าไป นั่นจะเป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพของเราด้วย

แม้ว่าการรับประทานอาหารจะดูเหมือนมีข้อจำกัดจุกจิก
แต่สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งเลยก็คือการอดอาหาร
เพราะการรับประทานอาหารที่น้อยจนเกินไปก็จะทำให้ร่างกายนั้นปรับสภาพมาอ
ยู่ในโหมดที่เน้นการสะสมไขมัน เราจึงควรรับประทานอาหารตามปกติ
แต่ใส่ใจกับมันให้มากขึ้นจะเป็นเรื่องดีที่สุด

การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายก็เป็นสิ่งที่มีส่วนด้ว
ยเช่นกัน เพราะร่างกายคนเราถ้าพักผ่อนน้อยก็จะหลั่งสารฮอร์โมนเครียดออกมา
เราจะรู้สึกหิว และเมื่อรู้สึกหิวก็จะเกิดอาการอยากรับประทานของหวานและไขมัน
นี่แหละเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดไขมันในร่างกายขึ้นมา

การออกกำลังกายก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดไขมันหน้าท้องให้กับเรา
ควรออกกำลังกายให้รู้สึกเหนื่อย ทำให้เป็นประจำจนติดเป็นนิสัย
ในระยะยาวจะช่วยให้หน้าท้องของเราแบนราบลงมาอย่างแน่นอน
ขณะที่การเข้าคลาสที่เน้นการบริหารส่วนกลางของลำตัว อย่างเช่นโยคะ
ในส่วนนี้ก็จะสามารถช่วยกระชับกล้ามเนื้อให้กับเราได้ด้วยเช่นกัน

สำหรับท่าออกกำลังกายที่จะช่วยให้หน้าท้องของเรากระชับขึ้นก็มีหลายวิธี
เช่นการออกกำลังด้วยท่าแพลงก์, ท่าปีนเขา, ท่าครันช์ หรือว่าท่ารีเวิร์สครันช์
ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่ช่วยเสริมสร้างความกระชับให้กับร่างกายของเราในบริเวณดั
งกล่าว เมื่อได้หน้าท้องที่แบนราบ ร่างกายโดยรวมของเราก็จะดูดีขึ้นมาด้วย

เมื่อได้เรียนรู้กันไปแล้วก็ลองนำไปปรับใช้กันดู
หวังว่าจะลดไขมันหน้าท้องกันได้ไม่มากก็น้อย…

0

5 เคล็ดลับดูแลหน้า สำหรับสาวๆ

แน่นอนว่า ผู้หญิง ยิ่งโตขึ้น ความรักสวยรักงาม หรือ ดูแลตัวเอง ก็มักจะเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยบริเวณที่ผู้หญิง
มักให้ความสนใจมากที่สุด คงหนีไม่พ้น ในส่วนของ ใบหน้า ที่เหมือนกระจกแรก เวลาที่คนอื่นเห็น
ท่ามกลางวิธีดูแลใบหน้าต่างๆ ที่เราพบเห็น อาจจะไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องที่สุด – ดังนั้นวันนี้เราจะมาบอกเคล็ดลับจริงๆ
ว่ามีอะไรบ้าง ชนิดที่ไม่ต้องเสียเงินให้แพง
ล้างหน้าให้สะอาดหมด
ก่อนล้มตัวลงนอนทุกครั้ง สาวๆ ต้องล้างหน้าให้สะอาดอยู่เสมอ โดยเฉพาะสาวคนไหนที่แต่งหน้า
ต้องเช็ดเครื่องสำอางออกให้เกลี้ยง จากนั้นให้ล้างหน้าตามขั้นตอนปกติอย่างถูกต้อง
และควรล้างหน้าให้สะอาดเช้าและเย็น เพียงเท่านี้ก็จะช่วยกำจัดสิ่งสกปรกไม่ให้อุดตันรูขุมขน
อันเป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้แล้ว เห็นมั้ยหละ ง่ายนิดเดียว
เลือกโฟมล้างหน้าที่เหมาะสมกับผิว
ปัจจุบันแน่นอนว่า ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าในปัจจุบันมีให้เลือกใช้มากมายหลายยี่ห้อ ดังนั้นเราอยากแนะนำให้สาวๆ
เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสมกับสภาพผิว อาทิเช่น ไม่ว่าจะเป็นเจล ครีม สบู่หรือโฟมล้างหน้า
สำหรับสาวผิวแห้ง ควรเลือกสูตรที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและใหความอ่อนโยนต่อผิว
ซับผิวหน้าเบาๆ
หลังจากล้างหน้าเสร็จแล้ว หลายคนอาจจะเผลอหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดถูผิวหน้าอย่างรุนแรง
แต่แบบนี้จะเป็นการทำลายผิวให้เกิดการเสียดสีและมีริ้วรอยง่ายขึ้น
ดังนั้นเราอยากแนะนำให้ซับหน้าด้วยผ้าขนหนูนุ่มๆ อย่างเบามือจะดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
และควรหมั่นเปลี่ยนผ้าขนหนูผืนใหม่ทุกสัปดาห์ เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกบ่มเพาะจนเกินไป
สครับผิวหน้า
หลังจากนั้นเราควรสครับผิวหน้าบ้าง สัปดาห์ประมาณ 1-2 ครั้ง เพื่อผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพแล้วให้หลุดออก
เผยผิวใหม่ที่สดใสและแข็งแรงกว่าเดิม เรียกได้ว่า เมื่อคนอื่นเห็น จนต้องเหลียวมองกันเลยทีเดียว ที่สำคัญ
ทำให้หน้าดแลดูอ่อนกว่าเยาว์ด้วย
ทาครีมบำรุงที่เหมาะกับผิว
นอกเหนือจาก โฟมแล้ว การเลือกทาครีมบำรุงผิวที่มีเหมาะสมกับสภาพผิวหน้าก็สำคัญไม่แพ้กัน เช่น
สาวผิวแห้งก็ควรเลือกครีมบำรุงชนิดเซรั่มหรือมอยส์เจอไรเซอร์เข้มข้น เพื่อการบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก…

0

วิธีหลีกเลี่ยงตนเองจากไขมันเทียม

ไขมันทรานส์ หรือไขมันที่มีลักษณะไม่เป็นไข พบได้ในอาหารและขนม เช่น เบเกอรี่ หรือ โดนัท ที่ใช้เนยขาว
เนยเทียม ครีมเทียม หรือมาการีน เป็นส่วนผสม และเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะเพิ่มระดับไขมันเลวลดไขมันดีในเส้นเลือด
ซึ่งนำไปสู่โรคหลอดเลือด โรคหัวใจ รวมถึงโรคเบาหวานอีกด้วย กรดไขมัน ทรานส์
เปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลของน้ำมันพืช เพื่อทำให้น้ำมันพืชสามารถคงสภาพแข็งตัวหรือกึ่งแข็งกึ่งเหลวและมีอายุเก็บไว้ได้นานกว่าเดิม
แต่เหตุผลที่ผู้ประกอบการหลายรายเลือกที่จะนำเจ้าไขมันทรานส์นี้มาใช้เพราะไขมันชนิดนี้เป็นไขมันที่มีลักษณะไม่เป็นไข
และสามารถทนกับความร้อนได้สูงได้ และยังเก็บไว้นานโดยไม่มีการแปรสภาพอีกด้วย
รวมทั้งให้รสชาติเหมือนกับไขมันที่ได้จากสัตว์และที่สำคัญที่สุด คือ ต้นทุนต่ำเพราะมีราคาถูก
เรียกว่าลงทุนน้อยแต่ได้กำไรเน้นๆ จึงทำให้ผู้ประกอบการต่างๆ
เลือกที่จะใช้ไขมันทรานส์นี้ในผลิตภัณฑ์หรืออาหารของตนนั่นเอง
ข้อเสียของไขมันทรานส์ คือส่งผลโดยตรงต่อระบบการทำงานของระบบเอนไซม์ในร่างกายของเรา
ทำให้ไขมันชนิดดีในร่างกายของเราลดลงหรือถูกทำลายไป
และเพิ่มจำนวนไขมันชนิดเลวให้แก่ร่างกายและยังไม่สามารถย่อยสลายได้ง่ายเนื่องจากเป็นไขมันแปรรูป
ซึ่งทำให้ตับของเราต้องทำงานหนักเป็นดับเบิลทวีคูณ และนั่นจึงนำมาซึ่งโรคหรืออันตรายจากไขมันทรานส์ เช่น
โรคอ้วน ภาวะความจำเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ได้มากกว่าผู้ที่ไม่รับประทานอาหารไขมันทรานส์,
เสี่ยงต่อการเกิดอาการจอประสาทตาเสื่อม,ทำให้นิ่วในถุงน้ำดีอักเสบ,อาจทำให้ผู้หญิงอยู่ในภาวะมีบุตรได้ยากขึ้น
วิธีหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ในอาหาร
1.งดรับประทานอาหารประเภททอดที่อุดมไปด้วยไขมัน โดยเฉพาะอาหารจำพวกจังก์ฟู้ด เช่น เฟรนซ์ฟรายส์,
แฮมเบอร์เกอร์, ขนมขบเคี้ยวต่างๆ รวมทั้งอาหารประเภททอดหรืออาหารที่มีส่วนผสมของมาร์การีน
2.เลือกรับประทานอาหารที่มีเปอร์เซ็นต์ไขมันทรานส์เป็น 0 หรือน้อยกว่า 0.5 กรัม
โดยการอ่านฉลากด้านหลังผลิตภัณฑ์ก่อนซื้อ
3. จำกัดปริมาณอาหารประเภทไขมัน โดยเฉพาะในอาหารที่มาในรูปของของไขมันแปรรูป
เพราะจะทำให้เราได้รับปริมาณไขมันทรานส์เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
นอกจากอาหารจังก์ฟู้ด เช่น เฟรนซ์ฟรายส์, แฮมเบอร์เกอร์, ขนมขบเคี้ยวต่างๆ
รวมทั้งอาหารประเภททอดไขมันทรานส์ ยังสามารถพบได้ในธรรมชาติ จากเนื้อสัตว์ประเภทเคี้ยวเอื้อง
แต่มักในอยู่สัดส่วนที่น้อยกว่า ไขมันทรานส์จากการเติมไฮโดรเจนหลายเท่า ส่วนในประเทศไทยนั้น
แนวทางที่อาจจะเกิดขึ้นได้เกี่ยวกับการจำกัดไขมันทรานส์ คือ
การกำหนดเกณฑ์ปริมาณไขมันอิ่มตัวสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการติดฉลากนี้ เช่นเดียวกับในหลายประเทศ…

0

เทคนิคการบำรุงสมองง่ายๆที่ทำได้ประจำวัน

สมองของคนเราเป็นอวัยวะที่ถูกใช้งานหนักอย่างมากในแต่ละวัน
เป็นศูนย์กลางในการสื่อสาร ควบคุมการทำงานส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
ในแต่ละวัน เราจะต้องเผชิญกับปัญหาการใช้ชีวิตการตัดสินใจความคิดต่าง ๆ
ที่จะต้องใช้สมองเป็นหลักเกณฑ์ในการทำงานโดยเฉพาะคนที่อยู่ในวัยทำงานที่จะต้องแบกรับความรับผิดชอบต่าง ๆ
ความคิด
การใช้งานสมองที่หนักตลอดตั้งแต่ช่วงเช้าไปจนถึงตอนเลิกงาน
และบางครั้งยังต้องกลับมาทำงานที่บ้านต่ออีกในตอนกลางคืน
ส่งผลให้บางครั้งปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ก็จะตามมา
ไม่ว่าจะเป็นอาการเหนื่อยล้าหรืออะไรต่างๆ
วันนี้เรามีเทคนิคการบำรุงสมองง่ายๆ ที่ทำได้ประจำวัน
1.การดื่มน้ำมากๆ
วิธีง่ายๆที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป นั่นคือการดื่มน้ำนี่เอง
เพราะน้ำจะช่วยฟื้นฟูและดูแลระบบสมอง เนื่องจากกว่า 80
เปอร์เซ็นต์ของสมองคนเราเต็มไปด้วยน้ำเป็นส่วนประกอบ
ควรจิบน้ำบ่อย ๆ ระหว่างวันเรื่อย ๆ
ยิ่งโดยเฉพาะการทำงานในห้องแอร์ที่มีอุณหภูมิต่ำและเย็นนั่นร่างกาย
ของเราอาจจะเกิดการสูญเสียน้ำได้เพื่อที่จะเพิ่มความปลอดโปร่งให้สมอง สดใส
และสามารถทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น
แต่ทั้งนี้ควรดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำตามอุณหภูมิห้องที่สามารถเข้าไปหล่อเลี้ยง
ระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้อย่างรวดเร็วมากกว่าน้ำเย็น
2.ไม่ลืมทานอาหารเช้าเสมอ
อาหารเช้าคืออาหารมื้อสำคัญที่สุด แต่หลายคนมักจะหลงลืม
หรือยุ่งจนมีเวลาจนลืมทานอาหารมื้อนี้เพราะการไม่ทานอาหารเช้านั้นส่งผลเสียอย่างมากกับร่างกาย
เนื่องจากจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารและน้ำตาล
ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ รู้สึกเหนื่อยล้า ไม่มีสติและสมาธิ
สมองไม่แล่น ตอบสนองช้า ดังนั้นควรที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่
3.หัวเราะบ่อยๆ
พูดแล้วคงไม่มีใครอยากจะเชื่อ
ว่าการหัวเราะนั้นจะเกี่ยวอะไรกับการบำรุงสมอง
แต่จริงๆแล้วการมีอารมณ์ขัน หัวเราะเฮฮา และยิ้มบ่อย ๆ
อาจจะหาหนังสือการ์ตูนมาไว้อ่านเล่น การดูหนังตลก
การคุยกับเพื่อนร่วมงานในเรื่องดี ๆ มีเสียงหัวเราะ การหัวเราะ ยิ้ม
และมีความอารมณ์ขันอยู่เป็นประจำจะช่วยเพิ่มความสุขในการทำงาน
มีพลังงานความคิดเชิงบวก ลดความเครียดและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.ฟังเพลงเบาๆ
การเลือกฟังเพลงเบาๆ แนวคลาสสิค
นั้นก็มีส่วนช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เพราะเสียงเพลงนั้นจะช่วยกระตุ้นเรื่องความจำและเพิ่มประสิทธิภาพใน
การทำงานของสมอง ลองเปิดเพลงคลาสสิคหรือแจ๊สฟังเบา ๆ ก่อนนอน
ตอนเช้าก่อนไปทำงาน หรือระหว่างในช่วงที่ทำงานสัก 20-30 นาทีรับรองเลยว่าคุณจะรู้สึกสงบ
ผ่อนคลายสามารถทำงานและคิดงานได้ดีมากยิ่งขึ้น
5.ไม่นอนดึก
การนอนดึกนั้นส่งผลเสียอย่างมากมายกับร่างกาย
เพราะฉะนั้นการพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง
เพื่อที่จะให้ระบบร่างกายและสมองสามารถที่จะทำงานได้อย่างเต็มที่และ
มีประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น
โดยการนอนหลับพักผ่อนนั้นควรที่จะนอนในสถานที่เงียบ
ไม่มีเสียงรบกวนเพื่อที่จะเพิ่มความเต็มอิ่ม…

0

อยากสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องให้รูปร่างดูดีต้องทำตามนี้

ใครๆ ก็คงอยากที่จะมีกล้ามเนื้อหน้าท้องกันทั้งนั้น เพื่อให้รูปร่างของตัวเองดูดีแต่การจะมีได้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องทำตามนี้กันอย่างเคร่งครัด
ก่อนอื่นเลยต้องบอกก่อนว่าคนเรามีความเชื่อที่ว่าถ้าออกกำลังกายหนักๆแล้วจะได้กล้ามเนื้อหน้าท้องแน่นๆ ได้ซิกซ์แพ็คที่ใครต่อใครต่างปรารถนา
แต่อันที่จริงแล้วมันก็ไม่ถูกต้องเสมอไปเพราะว่าถ้าหากออกกำลังกายกันแบบผิดวิธี ต่อให้หักโหมเท่าไหร่
กล้ามเนื้อหน้าท้องก็ไม่ขึ้นอย่างแรกจะต้องเกิดขึ้นจากการควบคุมอาหารการกินก่อน
นั่นก็เพราะว่าอาหารนี่แหละที่เป็นตัวที่นำเอาไขมันเข้ามาสู่ร่างกาย
ไขมันที่ร่างกายเผาผลาญไม่หมดก็จะไปสะสมรวมตัวกันอยู่ที่หน้าท้อง
เป็นสาเหตุที่ทำให้เราอ้วน ถ้าเกิดว่าไขมันสะสมเยอะมากขึ้นๆ
ไม่ว่าเราจะออกกำลังกายกันหนักขนาดไหนก็คงไม่ช่วยให้เห็นกล้ามเนื้อหน้าท้อง
ขึ้นมาได้ ดังนั้นการควบคุมอาหารจึงมีความสำคัญไม่แพ้กัน
การออกกำลังกายเพื่อหวังสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องจะต้องปรับท่าของการออกกำลังกายให้มีความหลากหลาย
นั่นเพราะว่าจะทำให้กล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณหน้าท้องนั้นได้ออกกำลังกันทุกส่วน
ซึ่งการออกกำลังกายก็ควรทำให้เหมาะสม ไม่หนักเกินไป ไม่เบาเกินไปทางที่ดีคือเราควรรู้ขีดจำกัดของร่างกายตัวเองเอาไว้ด้วย
การออกกำลังโดยเน้นไปที่หน้าท้อง เพื่อสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องทุกวันๆอันที่จริงมันก็เป็นเรื่องดี
แต่เราก็ไม่ควรที่จะหักโหมมากเกินจนทำให้ร่างกายบาดเจ็บให้ลองออกกำลังกายในส่วนอื่นควบคู่กันไปด้วยก็ได้
เพื่อลดไขมันที่เกาะอยู่ทั่วร่างกายในจุดต่างๆนี่ก็จะช่วยส่งเสริมให้กับรูปร่างของเราด้วยเหมือนกัน
โดยไขมันในร่างกายสำหรับผู้ชายนั้นไม่ควรเกิน 12 เปอร์เซ็นต์
ถึงจะเห็นซิกซ์แพ็ค ขณะที่ผู้หญิงนั้นไม่ควรเกิน 20 เปอร์เซ็นต์
จึงจะเห็นหน้าท้องที่แบนราบ
สำหรับท่าออกกำลังกายที่จะช่วยให้เกิดกล้ามเนื้อหน้าท้องนั้นก็มีหลายท่า
ซึ่งเบื้องต้นที่ใครหลายคนทราบกันดีก็คือการซิทอัพ
นอกเหนือจากนี้แล้วก็ยังมีท่าครันช์, ท่าสไปเดอร์ครอวล์, ท่าไซด์แพลงก์ ฯลฯ
ซึ่งการออกกำลังต่างๆ
เหล่านี้ต่างก็เป็นส่วนที่ช่วยเสริมสร้างให้กล้ามเนื้อหน้าท้องของเราแข็งแรงขึ้น
และถ้ามาควบคู่กับการควบคุมอาหาร ก็จะทำให้เห็นซิกซ์แพ็คชัดเจนขึ้นด้วย
นี่ก็คือเคล็ดลับเบื้องต้นที่จะช่วยให้เราเกิดกล้ามเนื้อหน้าท้องขึ้นมา
สิ่งสำคัญก็คือจะต้องมีระเบียบวินัย ไม่อย่างนั้นที่ทำมาก็คงไม่เห็นผลอะไรเลย…

0

คนทำงานออฟฟิศควรต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีตามนี้

ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ก็ต้องนั่งทำงานกันที่ออฟฟิศ
แน่นอนว่าในระยะยาวแล้วมันก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพพอสมควร
ดังนั้นจึงควรต้องดูแลสุขภาพกันให้ดีๆ ด้วย

หลายคนคงจะเคยได้ยินคำว่าออฟฟิศซินโดรมกันมาแล้ว
มันคืออาการที่จะเกิดขึ้นเมื่อเรานั่งทำงานกันที่ออฟฟิศนานๆ
โดยที่ไม่ได้มีการดูแลสุขภาพอย่างถูกต้อง
มันจะนำมาซึ่งผลเสียต่อร่างกายของเรามากมาย
ซึ่งในเมื่อรู้ว่ามันแย่ขนาดนี้ก็ควรที่จะปรับแก้ไขให้มันถูกต้อง
เพราะนอกจากจะทำให้มีสุขภาพดีแล้ว
ยังจะช่วยให้การทำงานของเรามีประสิทธิ์ภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

เริ่มแรกเลยก็คือเรื่องของท่านั่ง บ่อยครั้งที่การนั่งทำงานนานๆ
จะทำให้เราเผลอนั่งในท่าที่ไม่ถูกต้อง และเมื่อนั่งท่านั้นไปนานๆ
ก็จะส่งผลเสียต่อหลัง ทำให้กล้ามเนื้อปวดเมื่อย ในระยะยาวไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน
ดังนั้นก่อนที่จะดูแลสุขภาพด้านอื่น ให้ใส่ใจเรื่องท่านั่งเอาไว้ก่อนเลย
โดยไม่ก้มหน้าจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ ให้ความสูงของระดับเก้าอี้พอดีๆ
ส่วนสะโพกและขาให้ตั้งฉากกัน
เช่นเดียวกับข้อศอกต้องตั้งฉากกับลำตัวด้วยในขณะนั่งทำงาน

และเมื่อนั่งไปสัก 2 ชั่วโมงก็ให้ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย เปลี่ยนท่าทางบ้าง
เพื่อที่จะได้ให้เลือดในร่างกายได้หมุนเวียน ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง
เพราะว่าการนั่งอยู่กับที่นานๆ
จะทำให้เราเกิดอาการเมื่อยล้าเป็นอย่างมากโดยไม่รู้ตัว

เรื่องสุขภาพสายตาก็เป็นสิ่งสำคัญ
เราควรปรับความสว่างของหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้พอดีๆ
ไม่สว่างหรือว่ามืดจนเกินไป ขณะที่การทำงานนอกเวลาหรือโอที
ไม่ควรให้ไฟในออฟฟิศมืดจนเกินไป ถ้าหากว่าไฟในบริเวณใกล้เคียงถูกปิดอยู่
และเรารู้สึกว่าแสงไม่เพียงพอต่อการนั่งทำงานจริงๆ ก็อย่าได้เกรงใจค่าไฟบริษัท

เพราะสุขภาพสายตาของเราก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน
ให้เปิดจนได้ระดับความสว่างที่พอเหมาะไปได้เลย

การดื่มน้ำบ่อยๆ ก็เป็นอีกเรื่องที่หลายคนอาจจะมองข้าม
เพราะว่าน้ำถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากต่อร่างกายของเรา
โดยเฉพาะการที่ช่วยให้สมองของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพมากขึ้น
ดังนั้นจึงควรพกน้ำดื่มเอาไว้ข้างๆ โต๊ะอยู่ตลอดเวลา
เพราะเชื่อเถอะว่าถ้าเราทำงานติดลม เราคงไม่อยากจะลุกไปดื่มน้ำอยู่เรื่อยๆ
เป็นแน่

สุดท้ายก็คือเรื่องของความสะอาดของโต๊ะทำงาน
ไม่จำเป็นต้องรอให้แม่บ้านประจำบริษัทมาดูแล เพราะอะไรที่เราทำได้ก็ทำไปเลย
เพื่อที่โต๊ะทำงานของเราจะได้ไม่เป็นที่สะสมของเชื้อโรคสิ่งสกปรกต่างๆ

ทั้งหมดนี้ก็คือวิธีดูแลสุขภาพสำหรับคนทำงานออฟฟิศทุกคน
หวังว่าจะนำไปปรับใช้กันเพื่อให้ชีวิตมีคุณภาพมากขึ้น…

0

มะละกอ ผลไม้ที่มีดีมากกว่าส้มตำ

มะละกอเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่มีต้นกำเนิดจากอเมริกากลางเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่นิยมรับประทานมากในประเทศไทย
ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานสด หรือนำมาประกอบอาหาร เช่น ส้มตำ แกงส้ม หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น
โดยประโยชน์ของ มะละกอ มีค่อนข้างมากทั้งสรรพคุณเป็นยารักษาโรค เช่น ยาระบาย ยาขับปัสสาวะ
ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด เป็นต้น
และยังมีวิตามินแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 ธาตุแคลเซียม
ธาตุโซเดียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก โปรตีน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเมนูชื่อดังของไทยอย่าง
ส้มตำ อาจต้องหันมาทบทวนกันใหม่เพราะมีคำแนะนำว่าไม่ควรรับประทานมะละกอสุกในปริมาณมากๆ
หรือติดต่อกันเป็นเวลานานเนื่องจากอาจทำให้ผิวของคุณเปลี่ยนเป็นสีเหลืองได้
แต่หากรับประทานแต่พอเหมาะ มะละกอ หรือ ส้มตำ คืออาหารที่เลอค่าอย่างที่สุด เนื่องจากเปี่ยมไปด้วยสารอาหาร
และไม่มีไขมันหรือคอเลสเตอรอลเลยหากใครกลัวปลาร้าหรือปูดิบ มะละกอยังมีสารคาร์เพน
ที่มีฤทธิ์ในการฆ่าทำลายปรสิต และส่งผลดีต่อระบบประสาทด้วย
ส่วนสรรพคุณของ มะละกอ นอกเหนือจากที่กล่าวมาก็มีอีกมากมายจนนับแทบไม่ไหว
ไล่ตั้งแต่มีส่วนช่วยกระตุ้นให้มารดามีน้ำนมมากขึ้นช่วยในการบำรุงประสาทและสมอง
มีเอนไซม์ที่เป็นยาช่วยย่อยอาหาร เป็นยาระบายอ่อนๆ แก้อาการท้องผูก
หรือจะใช้ช่วยรักษาอาการขัดเบาด้วยการใช้รากสดประมาณ 1 กำมือ รากแห้งอีกครึ่งกำมือ
หั่นแล้วนำมาต้มกับน้ำ แล้วนำน้ำมาดื่มวันละ 3 ครั้ง ก่อนมื้ออาหาร
เช่นเดียวกับใช้ฆ่าพยาธิ ด้วยการใช้ยางจากผลดิบ เท่านั้นไม่พอ มะละกอ ยังช่วยรักษาอาการเท้าบวม
ด้วยการนำใบมะละกอสดๆ มาตำให้ละเอียดแล้วผสมกับเหล้าขาวนำมาพอกบริเวณนั้นๆ
หรือจะเอารากมะละกอมาตำให้แหลกแล้วผสมกับเหล้าขาว นำมาทาบริเวณนั้นๆ ช่วยแก้อาการเคล็ดขัดยอกก็ได้
ใครมีอาการผดผื่นคันขึ้นตามลำตัว ให้ใช้ใบมะละกอ 1 ใบเกลือ 1 ช้อนชา น้ำมะนาวจำนวน 2 ผล
นำมาตำรวมกันให้ละเอียด แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นผดผื่นรับรองหายสนิท ส่วนใครเป็นโรคกลาก เกลื้อน เท้าเปื่อย
ใช้ยางมะละกอดิบทาวันละ 3 ครั้ง ช่วยฆ่าเชื้อราได้กระนั้นใช่ว่าทุกคนจะสามารถรับประทาน มะละกอ
ได้อย่างปกติ เพราะการบริโภคมะละกอ อาจไม่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์
เนื่องจากสารเคมีพาเพนในมะละกอ อาจเป็นพิษต่อทารกในครรภ์หรือทำให้เกิดภาวะพิการแต่กำเนิดได้
เช่นเดียวกับผู้ที่กำลังให้นมบุตร แม่เด็กควรหลีกเลี่ยงการบริโภคมะละกอในปริมาณมากเกินไป
เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของตนและทารกที่อาจได้รับสารเคมีต่างๆ ผ่านทางน้ำนมไปด้วย…